fbpx

[เม้าท์] ออดิต!!! ง่ายนิดเดียว [Keep calm and stay audit]


ก่อนอื่นขอสารภาพตรงๆเลยว่า บทความพิเศษตอนนี้ได้รับไอเดียมาจากหนังสือ “Dream Crusher – ภารกิจยุติฝัน” ของคุณ “วิชัย” แห่งสำนักพิมพ์ SalmonBooks

ภารกิจยุติฝัน

ผมเริ่มต้นเขียนเรื่องนี้ด้วยความเชื่อลึกๆส่วนตัวว่า นักบัญชีหลายๆคนมีความฝันอันยิ่งใหญ่ที่อยากจะเป็น “ผู้สอบบัญชี” หรือเรียกให้ดูดีว่า “ออดิตเตอร์ (Auditor)” ซึ่งเป็นชื่ออันแสนจะทรงพลัง เปี่ยมไปด้วยเกียรติและมีความหมายยิ่งใหญ่นักหนา ประหนึ่งว่าเป็นนักตรวจสอบการจารกรรมทางด้านบัญชีที่ไม่มีใครสามารถต่อกรได้ เพียงแค่เราจรดปากกาเซ็นลายมือชื่อก็เหมือนได้ยื้อยุดฉุดกระชากชีวิตคนทั้งโลกไว้ภายใต้ปากกาของเรา “วะฮะฮะฮ่าาาาาาา” (ว่าแต่เอ็งจะหัวเราะทำไม – -“)

แต่… โลกแห่งความฝันกับโลกแห่งความจริงมันไม่ได้สวยงามเสมอไป ดังเช่นที่คุณวิชัยผู้เขียนหนังสือ “Dream Crusher” เค้าบอกไว้ว่า “ทุกคนพูดแต่ให้ทำตามความฝัน แต่ไม่มีใครบอกว่า ทำความฝันสำเร็จแล้ว จะอยู่กับความฝันยังไง? มันจะมีความสุขจริงๆ เหรอ มันดีจริงๆเหรอ”

เนื่องด้วยสาเหตุนี้เอง @TAXBugnoms จึงขออาสา (เอ่อ.. ใครขอร้อง?) พร้อมบุกป่าฝ่าดงเข้าไปสัมภาษณ์แบบเจาะลึกคำให้การของชาวออดิตเตอร์ (Auditor) หนุ่มสาวคู่หนึ่ง โดยฝ่ายชายชื่อว่าพี่ “ซ้ง” (นามสมมุติ) และฝ่ายหญิงมีชื่อว่าน้อง “ลำยอง” (นามสมมุติเหมือนกัน) ซึ่งทั้งคู่นี้มีประสบการณ์ทำงานด้านการสอบบัญชีมานานกว่า 10 ปีเลยทีเดียว…

หน้าที่ของออดิตเตอร์หรือผู้สอบบัญชีนั้น ก็คือ “การตรวจสอบและรับรองงบการเงิน” เพื่อรับรองว่างบการเงินที่กิจการต่างๆได้นำส่งต่อบุคคลทั่วไปนั้นถูกต้อง(ตามสมควร) และไม่มีความผิดพลาดใดๆที่จะส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งบการเงินอย่างแน่นอนนะเว้ย หรือเอาง่ายๆก็คือ มีหน้าที่รับรองว่างบการเงินมันไม่ได้มีข้อผิดพลาดใดๆละกัน ประมาณนั้นแหละ – -”

การที่จะเป็นออดิตเตอร์ได้นั้น จะต้องเริ่มต้นชีวิตด้วยการไปเก็บชั่วโมงทำงานที่สำนักงานสอบบัญชี เริ่มต้นหน้าที่เป็นผู้ช่วยผู้สอบบัญชี โดยให้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) เป็นผู้รับรองการฝึกงานของเรา พร้อมกับค่อยๆพยายามสอบผ่านวิชาตามที่สภาวิชาชีพบัญชีกำหนด หากคุณสอบผ่านทุกวิชาและเก็บชั่วโมงครบได้ ก็เป็นออดิตเตอร์ได้ง่ายๆ ไม่ยากแล้วล่ะคร้าบบบบ

แหม่ … ฟังดูแล้วมันก็เหมือนไม่มีอะไรยากซักหน่อย แต่ทีนี้เราลองมาถามผู้มีประสบการณ์กันดีกว่าว่า “โลกแห่งความจริง” ของชาวออดิดเตอร์นั้นเป็นอย่างไรบ้างงงง

– ผลตอบแทน –

งานสายออดิดเตอร์นี้ถือเป็นสุดยอดที่หลายๆคนใฝ่ฝัน เพราะได้เงินเดือนเริ่มต้นเยอะกว่างานอื่นๆในสาขาบัญชี เกือบทั้งหมด หากเก็บประสบการณ์ครบ (คล้ายๆกับเกมส์ RPG) และสอบผ่านได้ครบทุกวิชาอย่างที่บอก เราก็สามารถเป็นผู้สอบบัญชีได้แล้ว แถมอนาคตการงานยังดูเหมือนจะก้าวไกลกว่าอาชีพอื่นๆในสายงานนี้เช่นกัน เพราะมีความเชี่ยวชาญในงานสูง

ด้วยผลตอบแทนเช่นนี้นี่เองจึงทำให้นักบัญชีส่วนใหญ่ตกลงปลงใจที่จะเริ่มต้นทำงานในสายงานนี้ โดยที่ไม่รู้ว่า “เมริงจะโดนใช้งานยิ่งกว่าทาส คิดเป็นค่าแรงต่อชั่วโมงขั้นต่ำเท่ากับผู้ใช้แรงงานปกติ เพียงแต่เมริงใช้เวลาเยอะกว่า เลยได้เงินเยอะกว่า นี่เป็นหลักการง่ายๆที่ทุกคนรู้แต่ไม่ยอมรับ!!! ” พี่ซ้งเปิดประเด็นด้วยความเหนื่อยอ่อน (แต่พูดยาวสลัดๆ)

ใช่แล้วครับ!!! เคล็ดลับสุดยอดของงานออดิตคือ “คุณต้องทำงานตลอดเวลา” แต่ถึงคุณไม่อยากทำงานตลอดเวลา งานก็จะตามหลอกหลอนคุณตลอดเวลาอยู่ดี เพราะหน้าที่ของออดิตเตอร์ก็คือ “ตรวจสอบและนำเสนองบการเงินให้ทันเวลา” ดังนั้นคุณต้องห้ามป่วย ห้ามสาย ถ้าจะตายช่วยแจ้งล่วงหน้า ทั้งหมดนี้มาจากเรื่องจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่ลูกค้าต้องการงบการเงินแบบทันทีทันใด

“ตอนเป็นออดิดต้องไปต่างจังหวัดบ่อย ปฎิเสธไม่ค่อยได้” น้องลำยองขอพูดบ้าง แม้แต่เป็นผู้หญิงก็ยังไม่มีสิทธิเลือก “หัวหน้าชอบส่งเด็กหน้าตาสวยๆไปทำงานสบายๆ ส่วนหน้าถึกๆ แม่มส่งไปทำงานต่างจังหวัด หรือชายแดนกันหมด แสดดดดดดดดด ไม่รู้เป็นเตี้ยอัลไล!!!”

– ภาพลักษณ์ –

งานออดิตเตอร์ดูเผินๆ เหมือนภาพลักษณ์จะดูดี ใส่สูท ผูกไทด์ แต่งตัวเรียบร้อย มีภาพลักษณ์ของความเป็น Professional ตลอดเวลา เพราะนั่นคือภาพลักษณ์ทั้งหมดที่ออติดที่ถูกบังคับให้ต้องเป็นไม่งั้นจะไม่ได้รับความเชื่อถือและเลื่อมใสจากทางลูกค้า (ใครเป็นคนกำหนดแนวคิดนี้ขึ้นมาฟระเนี่ย!!)

“เราต้องคอยวางฟอร์ม ทำตัวกะโหลกกะลาไม่ได้ เปลืองตังค์ซื้อสูท” น้องลำยองตอบประเด็นนี้ขึ้นมาก่อน เพราะหน้าที่ของความเป็น Professional นั้นถึงแม้จะไม่รู้เรื่องที่ลูกค้ากำลังพูดก็ต้องทำหน้าทำตาเข้าอกเข้าใจ ศัพท์เฉพาะทางต่างๆที่บรรยายมา ถึงแม้จะไม่กระดิกสักกระแอะ แต่ต้องทำเป็นอือๆออๆ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อก็ “ภาพลักษณ์” ของวิชาชีพ

“เอาเป็นว่าขนาดตดในลิฟท์ยังต้องทำหน้านิ่งๆเลยละกัน”  (มันใช่หรอฟระ!!)

“บางทีกรูก็ไม่เข้าใจนะ ว่าถ้าเราโง่ ทำไมต้องทำตัวเหมือนฉลาดด้วยวะ ทั้งๆที่เราก็โง่อยู่ดี” พี่ซ้งเริ่มออกอาการ “ลองคิดดูนะตอนที่เพิ่งเข้างานใหม่ๆ พี่ๆแม่มบอกว่าถ้าลูกค้าถามให้บอกว่าทำงานมาแล้ว 1 ปี แต่เมริงลองคิดดิ ถ้าเราบอกลูกค้าว่าทำงานมาแล้ว 1 ปีแต่ตอบอะไรลูกค้าไม่ได้ แม่ม!!!! โคตรโง่เลยนะเมริง”

– เวลา –

ถ้าคุณเห็นเพื่อนๆทำงานสายออดิตเตอร์แล้วบอกว่า “ไม่มีเวลา” ขอให้รู้ไว้เลยว่ามันไม่มีเวลาจริงๆอย่างที่พูดนั่นแหละ แต่ถ้าใครบอกคุณว่าทำงานแล้วมีเวลาล่ะก็ แสดงว่ามันโกหก!! กรุณาเลิกคบเพื่อนคนนั้นเสียเดี๋ยวนี้ ย้ำคำนี้อีกทีได้เลยว่า งานหนักตลอดเวลา ห้ามป่วย ห้ามลา ห้ามมาสาย รู้ตัวอีกที อ้าว… นี่ตรูตายแล้วเรอะ!!!

“ที่บ้านไม่เข้าใจแถมยังรับไม่ได้อีก” น้องลำยองเล่าประสบการณ์ตัวเองให้ฟังว่า พ่อแม่นึกว่าลูกสาวหนีออกจากบ้านโดยไม่มีวันกลับ เพราะตอนเช้าลูกก็ออกจากบ้าน ส่วนตอนกลางคืนหลับไปสองตื่นแล้วลูกก็ยังไม่กลับบ้านเสียที โทรไปก็ไม่ค่อยรับสายเพราะมัวแต่วุ่นวายกับงานอยู่

“ตอนแรกก็ทะเลาะกันอ่ะนะ ที่บ้านอยากให้ออกแต่ตอนนี้คงชินไปแล้วล่ะมั้ง เกินเยียวยาแล้วนี่ 555″ น้องลำยองขำทั้งน้ำตา มีน้องๆออดิตเตอร์บางคนพ่อแม่เคยโทรมาถามทางฝ่ายบุคคล (HR) ว่า ให้ลูกตรูทำงานอะไรนักหนา ไม่ได้กลับบ้านสักทีล่ะโว้ยยยยย!!! นี่มันเอาเปรียบเด็กใช้แรงงานเกินกฎหมายกำหนดหรือเปล่า ตรูจะฟ้องศาลโลก เอ้ย ศาลแรงงานแล้วนะ…

จากเหตุการณ์นี้นี่เอง ทำให้บางสำนักงาน Audit Firm ยอมจัดงาน Open House เพื่อให้น้องๆและครอบครัวเข้ามาฟังว่า งาน Audit ที่เห็นนั้นเป็นอย่างไร ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เพื่อความปลอดภัยจะได้ไม่ต้องขึ้นศาลแรงงานนั่นเอง

เอาตรงๆนะ ทุกวันนี้แค่เวลาจะตอบ chat พวกมึงยังไม่มีเลย” พี่ซ้งกล่าวสำทับถึงความเหนื่อยอ่อนของงานออดิตเตอร์ บางทีชีวิตก็ดราม่า เพราะเวลาว่างไม่ตรงกะชาวบ้าน เพื่อนเลิกคบไปหลายคนแล้ว ถ้าวันไหนได้เห็นแสงตะวันยามเย็นก็แสดงว่า คุณฝันไป หรืออาจจะโชคดีมากๆ ยิ่งกว่าถูกหวยเลขท้าย 3 ตัวซ้อนกัน 3 รางวัล!!!

เอ… ไม่มีเวลา แต่เราเห็นออดิตเตอร์ส่วนใหญ่มักจะเรียนโทไปทำงานไปด้วยนะ …
“ก็บอกให้ตรูเรียนโทได้ แต่เอาจริงๆพอได้เรียนโท หัวหน้าส่งไปทำงานต่างจังหวัด แล้วจะไปเรียนได้ยังไงฟระ!!” แต่น้องๆหลายคนก็ต้องยอมฝ่าวิกฤตพิชิตเงินล้าน เรียนโทไปทำงานไปด้วย ไม่ใช่เพราะรักเรียนอะไรหรอกนะ แต่มันเบิกได้ (บางส่วน) ต้องกล้ำกลืนฝืนทนต่อไป เอาวะ!! ให้เป็นวัวเป็นควายก็ต้องยอม!!!

จะรู้ตัวอีกทีก็ตอนแหงนตาดูปฎิทินในลาออกว่า วันลาของตรูเหลือเยอะขนาดนี้เลยหรอวะเนี่ยยยยยย !!!

วงจรชีวิตผู้สอบบัญชี(วงจรชีวิตออดิต : คลิกเพื่อดูภาพขนาดใหญ่)

– ความรัก –

“ไม่แฟนหนีไปมีแฟนใหม่ ก็ได้กับคนใหม่ที่ทำงาน” ประสบการณ์ตรงของบรรดาผองเพื่อนชาวออดิตเตอร์ส่วนใหญ่มักจะตอบกันแบบนี้  แต่ก็ไม่ใช่เพราะเราหรือเค้าไม่ดีหรอกนะ แต่บางทีก็ไม่มีเวลาให้กันจริงๆ งานมันยุ่ง” พี่ซ้งตอบมาแบบแมนๆในสไตล์ผู้ชายอบอุ่น

“เมริงไม่เคยสังเกตหรอว่า ออดิตเตอร์ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงสวยๆ น่ารักๆ มักจะโสดมากกว่า 60% อุอิคุคิคาคุ (เสียงหัวเราะ) แต่เพราะผู้ชายทีทำออดิตมันมีน้อยยังไงล่าาาาา  น้องๆนุ่งสั้นๆบ้างก็ดีนะพี่ชอบ แฮ่กๆๆๆๆ  ” อ้าววว ไอ้พี่ซ้งเริ่มแสดงอาการหื่นอย่างออกหน้าออกตา

“เอ่อ… ผู้ชาย ถ้ามันไม่ดีพอก็ไม่มีใครเอาหรอกนะ อย่าคิดว่าผู้หญิงต้องคอยยอมมันเสมอไป!!!” น้องลำยองเกิดอาการ “ขึ้น” ทันทีทันใดเมื่อได้ยินคำตอบของพี่ซ้ง เพราะสมัยที่เธอทำออดิตนั้นก็มีหนุ่มๆมาจีบไม่เว้นแต่ละวันเหมือนกัน เพียงแต่เธอสวยเริ่ดเชิดหยิ่ง เลยไม่ได้ตกลงปลงใจกับใครเสียที

แต่จะว่าไป ออดิตเตอร์สาวๆ บางทีก็มีลูกค้ามาจีบเหมือนกันนะ โดยเฉพาะตอนที่ไปนับ Stock (หมายถึงการตรวจนับสินค้าประจำปีที่บริษัทลูกค้า) เดินเข้าโกดังเก็บสินค้าทีไร แม้เราจะหน้าตายับเยินขนาดไหน ก็สามารถงามได้ในบัดดลลล ฮิ้ววววว … อารมณ์คล้ายๆกับเดินอยู่บนแคทวอล์คประหนึ่งเป็นนางแบบชื่อดังเพราะมีแต่คน (ผู้ชาย) สนใจมองเกรียวกราว แหม่…

“มีทั้งบรรดาสโตร์กลัดมัน ไอทีหน้าหม้อ วิศวะแอบมอง… ฯลฯ เต็มไปหมด ไม่อยากจะคุย” น้องลำยองเริ่มเกิดอาการภาคภูมิใจ ทั้งๆที่มีอยู่ครั้งนึงเธอเคยเกือบโดนแฟนของลูกค้าดักตบ!!! เนื่องจากเขม่นที่แฟนหนุ่มวิศวะมาขายขนมจีบออดิตเตอร์สาว

“แต่ของแบบนี้ไม่ได้เกี่ยวกับอาชีพหรอก บทมันจะมาเดี๋ยวก็มาของมันเอง” พี่ซ้งกล่าวสรุป ส่วนน้องลำยองเลยถามสวนขึ้นมาว่า “แล้วของตรูเนี่ย เมื่อไรจะมา!!! รอนานแล้วนะเฟ้ยยย” (TwT)

เฮ้อ … ไอ้เรื่องความรักก็เป็นเรื่องแบบนี้แหละครับ มันไม่เข้าใครออกใคร บางคนต่อให้ทำงานหนักแค่ไหน ก็มีคนรักคอยดูแลและเอาใจประดุจเป็นนางสาวไทย บางคนก็หาไม่ได้เพราะมัวแต่วุ่นวายอยู่กับหน้าเอกสารจนไม่พบเจอผู้คน บ้างก็โสดจนไม่รู้ว่าจะไปหยุดที่ใครดี เอ๊ะ…ยังไงกันละเนี่ยย

– เพื่อนร่วมงาน –

งานออดิตเตอร์นั้น มีความโชคดีอย่างหนึ่งตรงที่ว่า สังคมเพื่อนร่วมงานนั้นไม่แตกต่างจากช่วงชีวิตในมหาวิทยาลัยเท่าไร มีรุ่นพี่รุ่นน้องที่รู้จักหรือเพื่อนๆที่เรียนด้วยกันมาทำงานในองค์กรเดียวกันบ้าง การทำงานเลยดูอบอุ่นและเป็นกันเอง สำหรับคนที่เข้าทำงานใหม่ๆก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องยากในการปรับตัวเท่าไรนัก

“สังคมไม่ค่อยเปลี่ยนจากสังคมในสมัยมหาวิทยาลัย แต่ (บางคน) แม่งก็ชอบนินทากันชิบหาย” พี่ซ้งกล่าวถึงข้อเสียของสังคมออดิตเตอร์ ซึ่งเรื่องนี้อาจจะมาจากสาเหตุของลักษณะงานที่มีการเปลี่ยนแปลงโยกย้ายอยู่บ่อยๆ เพราะต้องไปตรวจสอบตามสำนักงานของลูกค้ากับเพื่อนร่วมงานหน้าใหม่อยู่เสมอๆ

“ลักษณะงานมันจะให้เราไปพบเจอกับเพื่อนร่วมงานหน้าใหม่อยู่ตลอด เดี๋ยวไปตรวจ บริษัทโน้นกับทีมนี้ แล้วก็ไปตรวจบริษัทนี้กับอีกทีมหนึ่ง เปลี่ยนงานไปเรื่อยๆ เปลี่ยนทีมไปเรื่อย มันก็ทำให้เราได้เจอคนหน้าใหม่ๆบ่อยๆ เลยทำให้เราต้องพยายามที่จะหาเรื่องคุยกันละมั้ง” พี่ซ้งเริ่มต้นสันนิษฐานที่มาของการ “นินทา” ให้ฟัง

แต่ถ้างานอยู่ตัวแล้วเราก็มักจะได้ทำงานกับคนเดิมๆเหมือนกันนะ มันจะมีกลุ่มประมาณ 4-5 กลุ่มที่ได้ทำงานด้วยกันอยู่ตลอด เพราะส่วนใหญ่เราก็ต้องตรวจบริษัทเดิมๆอยู่ทุกไตรมาสอยู่แล้ว ดังนั้นความสนิทสนมมันก็มากแหละ วันนึงๆก็อยู่ด้วยกันเกือบจะ 12 ชั่วโมงแล้ว อาทิตย์นึงก็ 5-6 วัน บางทีออกต่างจังหวัดก็กินนอนด้วยกันอีก คล้ายๆกับมีอีกครอบครัวหนึ่งเลยแหละ ฮ่าๆๆๆ ถ้าได้เพื่อนร่วมงานที่ดีก็ดีไป แต่ถ้าไม่ได้เจอคนดีๆ ก็ซวยอิ๋บอ๋ายเลยเหมือนกัน…

“บางทีมันก็ไม่ใช่การนินทานะ มันเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นแบบขำๆ แต่บางคนเค้าก็ไม่ขำกับเราด้วยแหละมั้ง มันเลยเป็นเรื่อง ไม่เค้าเอาเราไปนินทาต่อ บางทีเราก็เอาเค้ามานินทาเสียเอง ไปๆมาๆ ไม่รู้ใครผิดใครถูก ต่างคนต่างอยู่ดีกว่า” พี่ซ้งกล่าวเสริมหลังจากเล่าวีรกรรมตัวเองที่ทำให้โดนเพือนๆนินทาลับหลัง จนถึงขั้นเลิกคบ

“มันเป็นธรรมชาติของคนอยู่แล้ว” ลำยองกล่าวสั้นๆ “ไม่ว่าจะออดิตไม่ออดิตมันก็ชอบนินทากันหมดแหละ!!! ” อาห์ ธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ทำให้เราเป็นอย่างนั้นจริงๆหรอเนี่ย แม้แต่บทความนี้ไอ้เจ้า @TAXBugnoms เอง มันก็เขียนนินทาออดิดอยู่เหมือนกันนี่หว่า… – -”

– ความก้าวหน้าในอาชีพ –

“เมริงเคยดู Spiderman ไหมล่ะ” พี่ซ้งถามพร้อมเสียงหัวเราะ “พลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่มากับความรับผิดชอบที่ใหญ่ยิ่ง แบบคำพูดของลุงเบนในภาคแรกยังไงอย่างนั้นเบยยยยยยย” (พูดจบพร้อมกับทำท่าปล่อยใยประกอบ)

อย่างที่พูดไว้ในหัวข้อ “ผลตอบแทน” ครับว่า งานของออดิตเตอร์นั้นค่อนข้างหนัก เมื่อคุณได้รับการโปรโมท หรือมีโอกาสที่ได้ผลตอบแทนที่มากกว่าเพื่อนในรุ่นแล้วล่ะก็ จงทำใจไว้เลยว่าการได้เป็น “ลูกรัก” ย่อมตามมาด้วยงานที่มากขึ้นเช่นกัน แต่ลองมองกลับกัน ถ้าหากเราเป็นหัวหน้า ลูกน้องทำงานดีเราก็อยากจะใช้มากกว่าลูกน้องที่ไม่ตั้งใจทำงาน จริงไหมล่ะครับ ดังนั้นใครถูกใช้งานเยอะๆจงภูมิใจในตัวเองซะ อย่าเอาแต่กล้ำกลืนฝีนทน ตีอกชกหัวร้องไห้ยอมแพ้แด่โชคชะตาซะอย่างนั้น

“เอาจริงๆนะ ความรู้ที่ได้บางทีแม่มเยอะกว่าเรียนต่ออีกนะเมริง เพราะมันต้องฝึกอะไรหลายๆอย่าง ทำงานเป็นทีม ฝึกความอดทน ทำงานให้เร็วที่สุดภายใต้แรงกดดันที่มากถึงมากที่สุด (TwT) บางทีการไปตรวจงานสักจ็อบ (บริษัท) นึงเนี่ย เราได้รู้เรื่องยิ่งกว่าเปิดบริษัทอีก เพราะต้องเข้าใจถึงภาพรวมของธุรกิจ และมุมมองของธุรกิจที่หลากหลายมากมายชิบอ๋าย ถ้าหากเรากล้าที่จะเรียนรู้และตั้งใจจริงๆที่จะเปิดใจยอมรับมัน” พี่ซ้งเริ่มสรุปแบบหล่อว์ๆ เมื่อขอให้พูดแบบจริงจังเรื่องการทำงาน

“การต่อยอดหน้าที่การงาน (Career Path) มันไปได้ดีกว่าอาชีพอื่นๆในสายงานบัญชีนะ” น้องลำยองให้ความเห็นเพิ่ม “สิ่งที่น่าสนใจสำหรับเราก็คือทักษะการทำงานและการเอาตัวรอด ความอดทนในชีวิตจะเพิ่มขึ้นมาก เหมือนผ่านโลกแห่งความตายมาแล้วยังไงอย่างนั้น (ฮ่าๆๆๆ) และไอ้การได้เรียนรู้หลายอย่างมันก็ทำให้ไปทำงานอาชีพที่หลากหลายมากขึ้น บางคนทำงานแล้วรู้จักลูกค้าเยอะ รู้จักคนในวงการเยอะมันก็เป็นโอกาสที่ดี ที่จะมี Connection ต่อยอดให้มีโอกาสใหม่ๆเข้ามาในชีวิตเหมือนกันนะ”

จากข้อสังเกตของ @TAXBugnoms เองที่ได้มีโอกาสพบปะกับเพื่อนฝูง และพี่ๆน้องๆในสายออดิตเตอร์พบว่า สายงานนี้โดยส่วนใหญ่มักจะได้ตำแหน่งและเงินเดือนที่สูงกว่าคนรุ่นเดียวกันที่ทำสายอาชีพอื่น โดยเฉพาะเมื่อเปลี่ยนงาน เรียกได้ว่าบางคนได้มีโอกาสรับเงินเดือน 6 หลักตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 30 ปีเลยทีเดียวครับ แต่อย่าลืมละกันว่า … ไม่มีใครจ่ายเงินให้คุณมานั่งๆนอนๆเล่นฟรีๆหรอกนะครัสสสส!!!!

– อยากจะฝากอะไรถึงคนอ่านบ้าง –

พี่ซ้ง : “คนในอยากออก คนนอกอยากเข้า เราเตือนคุณแล้ว ลองถามตัวเองชัดๆว่าใจสู้หรือเปล่า ไหวไหมบอกมา โอกาสของผู้กล้า …” (เอิ่ม คือคุณเมริงจะร้องเพลงทำไม) “ไม่ใช่ๆๆๆ ต่อละ คือกรูอยากบอกว่าทุกอาชีพมันมีข้อดีข้อเสียกันทั้งนั้นแหละ การเป็นออดิตเตอร์ ข้อดีแรกก็คือ “เงิน” ดี ส่วนข้อดีมากกว่านั้นก็คือโอกาสที่เราจะเข้ามาเรียนรู้ในธุรกิจ และฝึกความอดทนอย่างหนักต่อหน้าที่การงานและความกดดันในเรื่องของเวลา ที่ต้องทำงานให้เสร็จ จะหามรุ่งหามค่ำแค่ไหนก็ต้องเสร็จ ดังนั้นมันก็อยู่ที่การบริหารจัดการงานของตัวเองด้วยแหละว่าดีแค่ไหน ส่วนกรูน่ะ ถือว่าบริหารจัดการได้แย่มาก แต่ยังโชคดีที่ได้เพื่อนร่วมงานที่ช่วย Support ดี มันก็เลยอยู่มาถึงวันนี้ได้”

ลำยอง : ไม่ว่างานอะไรมันก็เหมือนกันหมดแหละ ทุกอาชีพก็ต้องเหนื่อยเหมือนกันหมด แต่ว่าจะเหนื่อยแบบไหนนั่นอีกเรื่องหนึ่ง เป็นดารา เป็นอาจารย์ ขับแท็กซี่ รับตีหัว งานบ้าบออะไรมันก็ต้องเหนื่อยเหมือนกันเพราะเราทำงานเพื่อเงิน แต่สำหรับคนที่ลองทำก็อยากให้เข้ามาดูนะ มาทดสอบความโหดสัส (หัวเราะ) ก่อนก็ได้ ว่าเราชอบแหละเหมาะกับอาชีพนี้หรือเปล่า ถ้าไม่เหมาะก็ค่อยออกไปอยู่ที่อื่นก็ไม่สาย เห็นออกกันเยอะแยะ แต่ส่วนมากคนที่บ่นมันไม่ค่อยออกหรอก ไอ้ที่ออกน่ะไม่บ่น แม่มออกเลย ฮ่าๆๆๆๆ


Auditors Song: I Wanna Si (Die in Hokkien) 

– บทสรุป –

เรื่องที่เขียนทั้งหมดในตอนนี้ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นผ่านประสบการณ์ของเพื่อนๆพี่ๆน้องๆหลายคนในสายงานออดิตเตอร์ โดยไม่มีเจตนาที่ต้องการจะแสดงความเห็นด้านลบหรือด้านบวกในวิชาชีพเพียงอย่างเดียว แต่อยากสะท้อน “โลกแห่งความเป็นจริง” และมุมมองรอบด้านให้แก่คนที่อยู่ในสายงานนี้ และคนที่คิดจะเข้าสู่สายงานนี้เห็นภาพที่ชัดเจนที่สุด อาจจะมีถ้อยคำที่ไม่สุภาพบ้าง หรือคำพูดที่พูดจาที่รุนแรงไปบ้าง เพราะต้องการให้ได้อรรถรสในการอ่านมากที่สุด อันนี้ต้องขออภัยไว้ที่นี้ด้วยนะครับ (-/\-)

สิ่งที่ผมอยากจะบอกทุกๆคนที่อ่านมาถึงบรรทัดนี้ว่า ไม่ว่างานประเภทไหนก็ตาม ย่อมมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป แต่สำหรับงานสายออดิตเตอร์นี้ อยากให้เริ่มต้นจากลองถาม “ใจ” ตัวเองดูว่า อะไรที่จะทำให้เราทำงานนี้ได้อย่างมีความสุข เพราะถ้าหากคุณมีความสุขกับงานที่คุณทำ ไม่ว่าอุปสรรคหรือข้อเสียอะไรก็ตาม คงไม่สามารถที่จะทำลาย “ความฝัน” ของคุณได้

…. จริงไหมครับ ^^

 

 

error: เว็บไซต์ป้องกันการ copy