fbpx

เจาะลึกการลดหย่อนภาษีด้วยเงินบริจาค (1)


เรื่องนี้เป็นเรื่องที่หลายๆคนสงสัยมานาน รวมถึงตัวผมเองด้วยครับ เลยพยายามจะเขียนหัวข้อให้ดูเข้มข้นนิดหน่อยครับ เนื่องจากหลายๆท่านปล่อยผ่านและไม่เข้าใจว่าค่าใช้จ่ายในส่วนนี้จะหักภาษีให้ถูกต้องได้อย่างไรบ้าง แต่ถ้าเราสามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายส่วนนี้ให้ดี รับรองว่าประหยัดภาษีได้อีกเยอะครับ เรียกว่าได้ทั้งบุญ ได้ทั้งประหยัดภาษี กำไรสองต่อกันเห็นๆครับ

ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเงินบริจาค : มาตรา 47(7)

(7) เมื่อได้หักลดหย่อนตาม (1)(2)(3)(4)(5) หรือ (6) แล้วเหลือเท่าใด ให้หักลดหย่อนได้อีกสำหรับเงินบริจาคดังต่อไปนี้ โดยให้หักได้เท่าจำนวนที่บริจาค แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินที่เหลือนั้น
(ก) เงินที่บริจาคแก่สถานพยาบาลและสถานศึกษาของทางราชการ
(ข) เงินที่บริจาคเป็นสาธารณประโยชน์แก่องค์การหรือสถานสาธารณกุศล หรือแก่สถานพยาบาล และสถานศึกษาอื่นนอกจากที่กล่าวใน (ก) ทั้งนี้ ตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา

เงินบริจาคข้างต้นจะแบ่งออกเป็นสองประเภทคือ เงินที่บริจาคแก่สถานพยาบาลและสถานศึกษาของราชการ กับ เงินบริจาคเป็นสาธารณประโยชน์แก่องค์การหรือสถานสาธารณกุศล โดยเงินบริจาคดังกล่าวต้องเข้าเงื่อนไขดังนี้ครับ

1. ต้องบริจาคเป็นเงิน และมีหลักฐานการบริจาค (ใบรับเงิน,ใบเสร็จรับเงิน)
2. ต้องบริจาคให้แก่องค์การสาธารณะกุศล เช่น
– สถานพยาบาลของราชการหรือองค์การรัฐบาล
– สถานศึกษาของราชการหรือองค์การรัฐบาล หรือ เอกชน
– วัดวาอารามทุกศาสนา แต่ตั้งในประเทศ
– หอสมุด ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ หอศิลป
– สถานพักฟื้นฯ บุคคลด้อยโอกาส เช่น เด็ก คนชรา คนพิการ
– มูลนิธิ สมาคม หรือกองทุนได้รับการประกาศตามประกาศกระทรวงการคลัง (สามารถตรวจสอบรายชื่อได้ที่เวปไซด์กรมสรรพากร)
3. หักลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินที่เหลือหลังหักลดหย่อนและยกเว้นกรณีอื่นแล้ว
4. ถ้าบริจาคใช้ชื่อร่วมกันต้องเฉลี่ยตามรายชื่อที่บริจาค

ตรวจสอบรายชื่อสถานที่บริจาคได้ที่นี่ครับ
http://www.rd.go.th/publish/29157.0.html

นอกจากเงินบริจาคทั่วไปข้างต้นแล้ว กรมสรรพากรยังให้สิทธิลดหย่อนพิเศษสำหรับเงินบริจาคเพื่อสนับสนุนการศึกษา โดยให้หักลดหย่อนได้เป็น 2 เท่าของเงินที่ได้จ่ายไป แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้พึงประเมินหลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่น

รายละเอียดสิทธิลดหย่อนฉบับเต็มๆ อ่านได้ที่ลิงค์ข้างล่างนี้ครับ

– พระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 420
http://www.rd.go.th/publish/21455.0.html
– ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรสำหรับเงินได้ที่จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อการสนับสนุนการศึกษาครับ
http://www.rd.go.th/publish/23371.0.html

ซึ่งเหตุผลของรัฐบาลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ เห็นว่าเป็นการสมควรยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ให้แก่ผู้สนับสนุนการศึกษาแก่ สถานศึกษาของทางราชการ สถานศึกษาขององค์การของรัฐบาล โรงเรียนเอกชนที่ตั้งขึ้นตามกฎหมาย ว่าด้วยโรงเรียนเอกชน หรือสถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันอุดมศึกษาเอกชน เพื่อส่งเสริมให้ภาคเอกชนได้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนการศึกษา

สำหรับเงื่อนไขของพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 420 และประกาศอธิบดีกรมสรรพากรข้างต้น กรณีบริจาคเงินเพื่อสนับสนุนการศึกษานั้น สามารถสรุปออกมาเป็นเงื่อนไขได้ดังนี้ครับ

1. ต้องบริจาคให้สถานศึกษา ตามโครงการที่กระทรวงศึกษาประกาศ ให้ความเห็นชอบ

ตรวจสอบรายชื่อสถานศึกษาที่เข้าเงื่อนไขได้ที่นี่ครับ
http://www.rd.go.th/publish/28654.0.html

2. ต้องเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับรายการดังต่อไปนี้
(1) จัดหาหรือจัดสร้างอาคาร อาคารพร้อมที่ดิน หรือที่ดินให้สถานศึกษา เพื่อใช้ประโยชน์ทางการศึกษา
(2) จัดหาวัสดุอุปกรณ์เพื่อการศึกษา แบบเรียน ตำรา หนังสือทางวิชาการ สื่อ และเทคโนโลยี่เพื่อการศึกษา แต่คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ต้อง ไม่ผ่านการใช้งานมา
(3) จัดหาครู อาจารย์ หรือผู้ทรงคุณวุฒิการศึกษา หรือ เป็นทุนการศึกษา การประดิษฐ์ การพัฒนา การค้นคว้าหรือการวิจัย สำหรับนักเรียน นิสิตหรือนักศึกษา
3. หักได้ 2 เท่า ก่อนหักเงินบริจาค แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินที่เหลือแต่หักก่อนบริจาคทั่วไป

หมายเหตุ : ในกรณีที่มีเงินบริจาคทั้งสองประเภท คือ เงินสนับสนุนการศึกษาและเงินบริจาคทั่วไป ให้เลือกหักเงินสนับสนุนการศึกษาก่อน แล้วจึงหักด้วยเงินบริจาคทั่วไป แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้สุทธิหลังจากหักเงินสนับสนุนการศึกษาแล้วนะครับ

สำหรับเงินบริจาคเกี่ยวกับสึนามิและมหาอุทกภัยที่มีคนถามเข้ามาเรื่อยๆนั้น ขออนุญาติยกยอดไปเขียนอธิบายในโอกาสหน้านะครับ…

error: เว็บไซต์ป้องกันการ copy