fbpx

เนื่องจากมีเพื่อนสอบถามมาทาง Facebook ส่วนตัวของผม เกี่ยวกับเรื่องประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในตลาดเงินว่ามีเนื้อหาอย่างไร ผมจึงได้เรียนปรึกษาทางพี่อุดม ธนูรัตนพงศ์ เกี่ยวกับเรื่องนี้ และได้สรุปเนื้อหารวบรวมมาให้อ่านกันครับ เผื่อจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่อยากรู้และกำลังต้องการข้อมูล

สำหรับผู้ที่ยังไม่ทราบว่า ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(AEC) คืออะไร ผมมีบทสรุปมาให้ครับ

ความหมายของ AEC หรือ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
AEC ย่อมา ASEAN Economic Community ซึ่งเรียกในภาษาไทยว่า ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เป็น 1 ใน 3 มิติของประชาคมอาเซียน ได้แก่
1. ประชาคมความมั่นคงอาเซียน (ASC)
2. ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC)
3. ประชาคมสังคม-วัฒนธรรมอาเซียน (ASCC)

โดยในปัจจุบันมีประเทศสมาชิกทั้งหมด 10 ประเทศ ได้แก่ บรูไน กัมพูชา อินโดนิเซีย ลาว มาเลเซีย พม่า ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม

เป้าหมายของ AEC คือทำให้อาเซียนกลายเป็นตลาดร่วมอย่างสมบูรณ์ เป็นตลาดและฐานการผลิตร่วม เคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน แรงงานและเงินทุนอย่างเสรี ส่งผลให้อุปสรรคด้านการค้าจะหมดไป คล้ายกับ European Union (EU) ที่รวมกันในปี 1958 ที่สาคัญคือนิติบุคคลอาเซียนถือหุ้นได้ถึง 70% ในธุรกิจบริการของประเทศอาเซียน เช่น โทรคมนาคมและคอมพิวเตอร์เป็น 1 ในธุรกิจที่ต้องเปิดเสรีตามเงื่อนไขนี้จากเดิมเปิดให้อาเซียนถือหุ้นได้ถึง 70% ตั้งแต่ปี 2553 แต่ตกลงกันไม่ได้จึงเลื่อนมา ซึ่งการเปิดเสรีไม่ได้เปิดเสรีในทุกสาขาย่อย และมีเงื่อนไขที่สมเหตุสมผล คือถ้าคนท้องถิ่นทำอะไรได้ ต่างชาติก็ต้องทาได้ในเงื่อนไขเดียวกันเช่นเดียวกับการเคลื่อนย้ายแรงงานมีฝีมือใน 7 สาขาอาชีพ ได้แก่ นักสารวจ วิศวกร บัญชี สถาปนิก ทันตกรรม แพทย์ พยาบาล ที่ทาข้อตกลงเปิดเสรีแล้วแต่ภายใต้เงื่อนไขของกฎหมายเฉพาะที่กำกับดูแลแต่ละอาชีพ เช่น วิศวกรในไทยต้องสอบใบอนุญาต ซึ่งตาม พ.ร.บ.วิศวกรกาหนดให้ข้อสอบใช้ภาษาไทย

จากเป้าหมายของ AEC ทำให้ตลาดเงินก็มีการเตรียมความพร้อมในการเปิดเสรีเช่นเดียวกัน โดยผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยได้เตรียมปฏิวัติระบบตลาดเงิน-ตลาดทุนรับมือ AEC ส่วนสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการพิจารณารับจดทะเบียนหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งที่สอง เพื่อให้เข้าใจง่าย เช่น บมจ. ไทยเบฟเวอร์เรจ ที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ ก็สามารถมาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้

ขณะเดียวกันทางธปท.เองจะเร่งวางโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับการพัฒนาของระบบสถาบันการเงิน ใน 4 ด้านหลัก ได้แก่
1. ด้านระบบการชำระเงิน ธปท.จะเริ่มพัฒนาการให้บริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ในแผนปี 2012-2016
2. การเปิดเสรีเงินทุนเคลื่อนย้าย จะมีการผ่อนคลายวงเงินการลงทุนหลักทรัพย์ในต่างประเทศ เพิ่มประเภทผู้ลงทุน และขยายขอบเขตหลักทรัพย์ เปิดโอกาสให้คนไทยลงทุนหรือให้กู้แก่กิจการที่เกี่ยวข้องในต่างประเทศได้โดยเสรี และจะผ่อนคลายหลักเกณฑ์เพิ่มทางเลือกในการทำธุรกรรมป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน เปิดให้ซื้อขาย currency futures ในตลาด TFEX ภายในกลางปีหน้า จะช่วยพัฒนาตลาดอนุพันธ์ในประเทศและภาคธุรกิจขนาดเล็กจะมีเครื่องมือบริหารทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ และช่วยลดต้นทุนทางการเงิน
3. การเปิดเสรีภาคการธนาคาร ระยะที่ 2ในช่วงปี 2012-2013 อาจให้มีการเพิ่มผู้ให้บริการรายใหม่ อาจมีรูปแบบธนาคารพาณิชย์จำกัดขอบเขตธุรกิจ หรือ Restricted License Bank เช่น Microfinance, Investment bank, Trust bank หรือ Custodian bank และ Islamic bank เป็นต้น และในปี 2014 อาจให้มีผู้ให้บริการรายใหม่ที่เป็นธนาคารพาณิชย์เต็มรูปแบบได้ หากประเมินว่า ยังมีช่องว่างในการให้บริการ ซึ่งผู้ให้บริการรายใหม่นี้อาจเป็นได้ทั้งไทยหรือต่างชาติ หรือร่วมทุน เข้ามาเสริมในระบบสถาบันการเงิน ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งไทยหรือต่างชาติ หรือร่วมทุน นอกจากนี้ ในระดับอาเซียนได้มีการตั้งเป้าหมายให้เกิดการรวมตัวของภาคการธนาคาร ดังนั้น อาเซียนจึงกำหนดว่า ภาคการธนาคารจะมีการเปิดเสรีอย่างช้าภายในปี 2020
4. การพัฒนาตลาดทุน ในปี 2012 จะเปิดเสรีให้ทำธุรกิจหลักทรัพย์ได้เต็มรูปแบบ ซึ่งนักลงทุนจะมีทางเลือกมากขึ้นและมีค่าธรรมเนียมลดลง ขณะเดียวกันบริษัทหลักทรัพย์และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ต้องปรับตัว เพื่อรองรับการแข่งขันที่จะเพิ่มขึ้นโดยการพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ๆ หรือหาพันธมิตรทั้งในและนอกประเทศ

อย่างที่ทราบกันดีครับว่า ภาคการเงินก็มีบทบาทสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนภาคเศรษฐกิจจริงในการขยายตลาดและฐานการผลิต เพื่อให้เกิดการค้าการลงทุนระหว่างกันมากขึ้น ทำให้อาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีความสามารถในการแข่งขัน และประชาชนในภูมิภาคมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ตอนนี้ความคืบหน้าล่าสุด ปัจจุบัน มีแนวโน้มว่าผู้ว่าการธนาคารกลางของประเทศสมาชิกสมาคมอาเซียน นัดหารือกันเกี่ยวกับแนวทางการจัดตั้ง “ธนาคารกลางอาเซียน” รองรับการเปิดเสรี AEC ปี 2015 ก่อนผลักดันเข้าสู่ที่ประชุมสุดยอดอาเซียนที่กรุงพนมเปญในวันที่ 29 มีนาคมนี้ ซึ่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน ให้ความเห็นว่า ปัจจุบันมีเพียงตลาดเงิน 5 ประเทศ คือ สิงคโปร์ มาเลเซีย ประเทศไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ เท่านั้นที่มีมาตรฐานใกล้เคียงกัน

ขอขอบคุณเนื้อหาดีๆจาก
พี่อุดม ธนูรัตนพงศ์ (Audit Partner, ANS Audit Co., Ltd.)

error: เว็บไซต์ป้องกันการ copy