fbpx

[บทความวารสาร] เจาะลึกเคล็ดลับ : จัดการรายจ่ายต้องห้าม [1]

โพสต์เมื่อ: 06 ส.ค. 2014

ป้ายกำกับ: , ,


ตีพิมพ์ครั้งแรก : วารสาร CPD Account : December : Vol.11 No.121
สำนักพิมพ์ : ธรรมนิติ

สวัสดีครับ สมาชิกวารสาร CPD & Account ทุกๆท่าน ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า เผลอแป๊บเดียวก็ได้ผ่านปีใหม่กันมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ใครที่ตั้งเป้าหมายอะไรไว้ เริ่มต้นสำรวจตัวเองได้แล้วนะครับว่า ได้ทำตามเป้าหมายที่ตั้งใจไว้หรือยัง เพราะถ้าเผลออีกทีก็ผ่านไปอีกปี รู้ตัวอีกที อ้าว เป้าหมายเก่ายังไม่ทันบรรลุ ต้องตั้งเป้าหมายใหม่กันอีกแล้ว แหม่.. เวลาช่างไม่คอยใครจริง ๆ ความแก่มันก็ไม่เคยปราณีใครเหมือนกันนะครับ (@TAXBugnoms แอบเศร้า)

แต่สำหรับนักบัญชี ผู้สอบบัญชี หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพบัญชีทั้งหลาย เมื่อไรที่ถึงปีใหม่ หลายๆท่านก็มักจะรู้สึกดีใจปนเครียดบวกค้างคาใจ เฮ้อ… อีกไม่นานมันก็มาถึงฤดูกาลปิดงบของเราอีกแล้ว ดังนั้นเราทุกคนต้องอดทนสู้!!! (เย้!!!) เพื่อให้งบการเงินของเราสำเร็จเสร็จสิ้นก่อนปลายเดือนพฤษภาคมให้ได้ (ฮา)

เอาล่ะครับ ก่อนที่เราจะพูดจายืดยาวกันไปกว่านี้ เรามาว่าถึงบทความในเดือนนี้กันดีกว่า บทความนี้เป็นบทความที่ผมตั้งใจเขียนเพื่ออธิบายความเข้าใจในเรื่องของ “รายจ่ายต้องห้าม” หรือ มาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ที่เรารู้จักกันดีครับ

โดยที่มาของ “มาตรา 65 ตรี” นั้นมาจาก “มาตรา 65 ทวิ(1)” กำหนดให้รายการที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ตรี ไม่ให้ถือเป็นรายจ่าย ในการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิทางภาษี ซึ่งในทางบัญชีนั้นสามารถรับรู้เป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิทางบัญชีได้ แต่ทางภาษีนั้น… ขอโทษครับ NO WAY!!! ซึ่งประมวลรัษฎากรได้กำหนดไว้ทั้งหมด 20 ข้อ ดังนี้ครับ

(1) เงินสำรองต่าง ๆ นอกจาก

ก. เงินสำรองจากเบี้ยประกันภัยเพื่อสมทบทุนประกันชีวิตที่กันไว้ก่อนคำนวณกำไร เฉพาะส่วนที่ไม่เกินร้อยละ 65 ของจำนวนเบี้ยประกันภัยที่ได้รับในรอบระยะเวลาบัญชีหลังจากหักเบี้ยประกันซึ่งเอาประกันต่อออกแล้วถือเป็น รายจ่ายได้
ในรอบระยะเวลาบัญชี ถ้ากิจการจำเป็นต้องใช้เงินตามจำนวนที่เอาประกัน สำหรับกรมธรรม์ประกันชีวิตรายใด ไม่ว่าเต็มจำนวน หรือบางส่วนเงินที่ใช้ไปเฉพาะส่วนที่เกินเงินสำรองที่ตั้งไว้ถือเป็นรายจ่ายได้ (ส่วนที่ไม่เกินถือเป็นรายจ่ายไม่ได้)
เมื่อกรมธรรม์ประกันชีวิตสิ้นสุดลงโดยการเลิกสัญญากรมธรรม์เงินสำรองที่ตั้งไว้สำหรับกรมธรรม์รายที่เลิกต้องโอนกลับไปเป็นรายได้ ในรอบระยะเวลาบัญชีที่เลิกกรมธรรม์นั้น

ข. เงินสำรองจากเบี้ยประกัน เพื่อสมทบทุนประกันภัยอื่นที่กันไว้ก่อนคำนวณกำไร เฉพาะส่วนที่ไม่เกินร้อยละ 40 ของจำนวนเบี้ยประกันภัยที่ได้รับในรอบระยะเวลาบัญชีหลังจากหักเบี้ยประกันภัยซึ่งเอาประกันต่อออกแล้วถือเป็น รายจ่ายได้
เงินสำรองที่กันไว้นี้ จะต้องถือเป็นรายได้ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีในรอบระยะเวลาบัญชีปีถัดไป

ค. เงินสำรองที่กันไว้เป็นค่าเผื่อหนี้สูญหรือหนี้สงสัยจะสูญ สำหรับหนี้จากการให้สินเชื่อที่ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน บริษัทหลักทรัพย์ หรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ได้กันไว้ตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ หรือกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ แล้วแต่กรณี ทั้งนี้ เฉพาะส่วนที่ตั้งเพิ่มขึ้นจากเงินสำรองประเภทดังกล่าวที่ปรากฎในงบดุลของรอบระยะเวลาบัญชีก่อน

เงินสำรองส่วนที่ตั้งเพิ่มขึ้นตามวรรคหนึ่ง และได้นำมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิไปแล้วใน รอบระยะเวลาบัญชีใดต่อมาหากมีการตั้งเงินสำรองดังกล่าวลดลง ให้นำเงินสำรองส่วนที่ตั้งลดลงซึ่งได้ถือเป็นรายจ่ายไป แล้วนั้น มารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ตั้งเงินสำรองลดลงนั้น

(2) เงินกองทุน เว้นแต่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดโดย กฎกระทรวง ฉบับที่ 183 (พ.ศ.2533)

(3) รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัวการให้โดยเสน่หาหรือการกุศล เว้นแต่รายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะ หรือเพื่อการสาธารณประโยชน์ตามที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี ให้หักได้ในส่วนที่ไม่เกินร้อยละ 2 ของกำไรสุทธิ และรายจ่ายเพื่อการศึกษาหรือเพื่อการกีฬา ตามที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรีให้หักได้อีกในส่วนที่ไม่เกินร้อยละ 2 ของกำไร สุทธิซึ่งมีหลักเกณฑ์ตามประกาศกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 44)

(4) ค่ารับรองหรือค่าบริการ ส่วนที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดโดยกฎกระทรวง ดังนั้น ค่ารับรองที่จะหัก เป็นรายจ่ายได้ จะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์กำหนดโดยกฎกระทรวงฉบับที่ 143 (แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 222 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่ม ใน 2542 เป็นต้นไป)

(5) รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุน หรือรายจ่ายในการต่อเติมเปลี่ยนแปลงขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สินแต่ไม่ใช่เป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม

(6) เบี้ยปรับและหรือเงินเพิ่มภาษีอากร ค่าปรับทางอาญา ภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

(6ทวิ) ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ชำระหรือพึงชำระ และภาษีซื้อของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เป็นผู้ประกอบ การจดทะเบียน เว้นแต่ภาษีซื้อที่ต้องห้ามนำมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม(ภาษีซื้อจากรายจ่ายเพื่อการรับรองหรือ ที่มีลักษณะทำนองเดียวกันตามอธิบดีกำหนด) หรือภาษีซื้ออื่นตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 243) พ.ศ.2543 และประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฯ (ฉบับที่ 42)

(7) การถอนเงินโดยปราศจากค่าตอบแทนของผู้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

(8) เงินเดือนของผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนเฉพาะส่วนที่จ่ายเกินสมควร

(9) รายจ่ายซึ่งกำหนดขึ้นเองโดยไม่มีการจ่ายจริง หรือรายจ่ายซึ่งควรจะได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีอื่น เว้น แต่ในกรณีที่ไม่สามารถจะลงจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีใด ก็อาจลงจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีที่ถัดไปได้

(10) ค่าตอบแทนแก่ทรัพย์สินซึ่งบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเป็นเจ้าของเองและใช้เอง

(11) ดอกเบี้ยที่คิดให้สำหรับเงินทุน เงินสำรองต่างๆ หรือเงินกองทุนของตนเอง

(12) ผลเสียหายอันอาจได้กลับคืนเนื่องจากการประกันหรือสัญญาคุ้มกันใดๆหรือขาดทุนสุทธิในรอบระยะ เวลาบัญชีก่อนๆ เว้นแต่ผลขาดทุนสุทธิ ยกมาไม่เกินห้าปีก่อนรอบระยะเวลาบัญชีปีปัจจุบัน

(13) รายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ

(14) รายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อกิจการในประเทศไทยโดยเฉพาะ

(15) ค่าซื้อทรัพย์สินและรายจ่ายเกี่ยวกับการซื้อ หรือขายทรัพย์สินในส่วนที่เกินปกติโดย ไม่มีเหตุผลอันสมควร

(16) ค่าของทรัพยากรธรรมชาติที่สูญหรือสิ้นไปเนื่องจากกิจการที่ทำ

(17) ค่าของทรัพย์สินนอกจากสินค้าที่ตีราคาต่ำลง ทั้งนี้ ภายใต้บังคับมาตรา 65 ทวิ

(18) รายจ่ายซึ่งผู้จ่ายพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ

(19) รายจ่ายใดๆ ที่กำหนดจ่ายจากผลกำไรที่ได้เมื่อสิ้นสุดรอบระยะเวลาบัญชีแล้ว

(20) รายจ่ายที่มีลักษณะทำนองเดียวกับที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (19) ซึ่งจะกำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

รายจ่ายต้องห้ามที่มีปัญหาในทางปฎิบัติ

เนื่องจากประมวลรัษฎากรได้กำหนดไว้ว่า รายจ่ายทั้งหมด 20 ข้อข้างต้นนั้น ถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามไม่สามารถถือเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ แต่ในทางปฏิบัตินั้น มีรายจ่ายต้องห้ามหลายรายการที่มักจะเกิดความเข้าใจผิดอยู่เสมอ โดยเฉพาะเจ้าของกิจการ อันได้แก่รายจ่ายประเภทหลักๆ ดังต่อไปนี้

1. ปัญหาชีวิตกับ “รายจ่ายส่วนตัว”

ตามมาตรา 65 ตรี (3) ได้กำหนดให้”รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัวการให้โดยเสน่หาหรือการกุศล” ถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม แต่ปัญหาในทางปฎิบัติที่เกิดขึ้น คือ การที่ผู้บริหารของกิจการนั้นแยกความเป็น “ส่วนตัว” กับ “กิจการ” ไม่ออกจากกันอย่างเด็ดขาด หรือเรียกสั้น ๆว่า “รายจ่ายของกิจการก็คือรายจ่ายของผู้บริหาร” และ รายจ่ายของผู้บริหารคือรายจ่ายของกิจการ” เอ๊ะ!!! มันชักจะทะแม่งๆ เพราะความเป็นจริงแล้ว สถานภาพของ “เจ้าของกิจการ” หรือ “ผู้บริหาร” ถือเป็น “บุคคลธรรมดา” แตกต่างจากสถานภาพของ “บริษัทฯ” หรือ “ห้างหุ้นส่วน” ซึ่งถือเป็น “นิติบุคคล” เลยทำให้ รายจ่ายส่วนตัวทั้งหลายไม่ว่าจะเป็น ค่าน้ำมัน ค่ารถ ค่าใช้จ่ายท่องเที่ยว ค่าอาหาร ค่าบริการต่างๆ มาเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทไปซะนี่!!!

ผมเชื่อว่านักบัญชีทั้งหลายรู้ทั้งรู้ว่า รายจ่ายเหล่านี้ไม่สามารถถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งเป็นภาระหน้าที่ที่สำคัญอย่างยิ่งของนักบัญชีที่ต้องพยายามอธิบายให้ผู้บริหารเข้าใจว่า “รายจ่ายต้องห้าม” เหล่านี้ไม่ควรนำมาบันทึกบัญชี มิฉะนั้น ถ้าวันหนึ่งโดนพี่สรรพากรมาไล่บี้ จะไม่ให้ถือเป็นความผิดของตรู

สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับกรณีนี้ คือ ถ้าหากพี่สรรพากรตรวจเจอเมื่อไร นักบัญชีเองก็ต้องเหนื่อยกับการต้องกลับมาค้นหาข้อมูล “รายจ่ายต้องห้าม” ย้อนหลังเพื่อบวกกลับไปเสียภาษี ซึ่งเสียทั้งเงินทั้งเวลา และสุดท้ายคือ… ผู้บริหารจะต้องกล่าวโทษว่าเป็นความผิดของนักบัญชีแน่นอน คร้าบบบ

2. รายจ่ายที่ไม่ได้จ่ายจริง แต่มีตัวเงินวิ่งออกจากบัญชีซะงั้น!!

รายจ่ายเหล่านี้ ถือเป็นรายจ่ายด้านมืดหรือรายจ่ายวิชามาร อันได้แก่ เงินเดือนที่เพิ่มขึ้น (โดยไม่มีสาเหตุ) หรือค่าคอมมิชชั่นที่เกิดขึ้นมาโดยทันใด รวมถึงรายจ่ายประหลาดๆ ที่ไม่มีการจ่ายจริง แต่ดันบันทึกเป็นรายจ่ายซะงั้น

รายจ่ายจำพวกนี้อาจจะช่วยให้เราประหยัดภาษีได้แบบชั่วครั้งชั่วคราว หรือเรียกอีกแบบว่า เป็นการประวิงเวลาการเสียภาษี ที่เรา ๆ ท่าน ๆ รู้จักกันดีในนาม “การเลี่ยงภาษี” นั่นเอง แต่อย่าลืมนะครับว่า พี่สรรพากรเค้าสามารถตรวจสอบข้อมูลได้ และถ้าหากเจอรายจ่ายที่ไม่ได้จ่ายจริงเหล่านี้เมื่อไร ทีนี้แหละหนารับรองได้ว่า ต้องบวกกลับพร้อมชำระเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม บอ สระอา นอหนู บานนนนแน่นอนจ้า

ทางที่ดี รายจ่ายที่ไม่ได้จ่ายจริงเหล่านี้ ถ้าหากไม่มีก็อย่าไปสร้างมันขึ้นมาเลยดีกว่าครับ ถือว่า @TAXBugnoms ขอละกัน!!!! เพราะทั้งยุ่งยาก ทั้งวุ่นวาย อีกทั้งยังทำให้ใจสั่นๆ กลัวว่าจะถูกจับได้กลายเป็นคนโกงอีกเสียด้วย

3. รายจ่ายค่ารับรอง รับจริง หรือรับปลอม

ปัญหาสุดท้ายของตอนนี้ คือรายจ่ายค่ารับรอง ซึ่งไม่รู้เลยว่าจะรับรองใครบ้าง รู้แต่ว่า ต้องรับรอง เอ้า… ไปกินข้าวกับที่บ้านก็รับรอง ไปกินข้าวกันเองก็ขอบิลเบิกบริษัทฯ อันนี้ก็ต้องระวังกันหน่อยนะครับ เพราะค่ารับรองที่จะหักเป็นรายจ่ายได้ จะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดโดยกฎกระทรวงฉบับที่ 143 (แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 222) โดยมีรายละเอียดดังนี้

1. ค่ารับรองหรือค่าบริการนั้น ต้องเป็นค่ารับรองหรือค่าบริการอันจำเป็นตามธรรมเนียมประเพณีทางธุรกิจทั่วไป และ

2. เป็นค่าใช้จ่ายอันเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับการรับรองหรือการบริการที่จะอำนวยประโยชน์แก่กิจการ เช่น ค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าเครื่องดื่ม ค่าดูมหรสพ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการกีฬา เป็นต้น และหากเป็นสิ่งของต้องไม่เกิน 2,000 บาท ในแต่ละคราว

ซึ่งปัญหาในทางปฏิบัติ คือ ไม่มีใครรู้หรอกว่าจะรับรองอะไรใครอย่างไร แต่สิ่งที่นักบัญชีควรจะเน้นย้ำคือ เรื่องของเอกสารหลักฐานที่ต้องระบุให้ชัดเจนว่า ไปรับรองใคร ที่ไหน อะไร อย่างไรบ้าง รวมถึงหากสามารถระบุในนโยบายของบริษัทฯได้ก็ยิ่งดี เพื่อที่จะช่วยป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้นในการคำนวณ

เนื่องจากค่ารับรองสามารถหักได้ไม่เกินร้อยละ 0.3 ของจำนวนเงินยอดรายได้หรือยอดขายที่ต้องนำมารวมหรือคำนวณกำไรสุทธิ ก่อนหักรายจ่ายใด ๆในรอบระยะเวลาบัญชี หรือของจำนวนเงินทุนที่ได้รับชำระแล้วถึงวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า โดยมีจำนวนสูงสุดไม่เกิน 10 ล้านบาท

ตัวอย่างเช่น กิจการมีทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท และมีรายได้ทั้งปี 500,000 บาท โดยมีค่าใช้จ่ายจากการรับรองลูกค้าทั้งปี 30,000 บาท ดังนั้นค่ารับรองที่จะถือเป็นรายจ่ายในทางภาษีจะคำนวณได้ดังนี้

– ถ้าทุนชำระ 1 ล้านก็จะมีค่ารับรองที่ถือเป็นรายจ่ายในทางภาษีได้เท่ากับ
= 1,000,000 * 0.3 / 100 = 3,000 บาท

– รายได้ทั้งปี 500,000 บาท ก็จะมีค่ารับรองที่ถือเป็นรายจ่ายในทางภาษีได้เท่ากับ
= 500,000 * 0.3 / 100 = 1,500 บาท

เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วก็จะพบว่า ค่ารับรองที่คำนวณจากทุนจะมากกว่า คือ 3,000 บาทที่ถือเป็นรายจ่ายในทางภาษีได้ ส่วนที่เกิน 3,000 บาทให้บวกกลับตอนคำนวณภาษี ดังนั้นกิจการจะต้องบวกกลับเท่ากับ 27,000 บาท

สิ่งสุดท้ายที่อยากจะเน้นย้ำให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆ นักบัญชีทั้งหลายฟังอีกครั้งก็คือ ในทางปฎิบัตินั้นเราไม่สามารถบังคับให้ทางผู้บริหารหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับรายจ่ายทั้งหลายของกิจการ เรียนรู้และเข้าใจประมวลรัษฎากรจนสามารถปฏิบัติได้ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนดไว้ทุกประการ

ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของเราๆท่านๆนักบัญชีทั้งหลาย ที่จะคอยจัดการรายจ่ายต้องห้ามเหล่านี้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาดในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขั้นตอนของการบันทึกบัญชี หากตรวจสอบแล้วพบว่ารายจ่ายไหนไม่สามารถถือเป็นค่าใช้จ่าย และไม่มีความเกี่ยวข้องกับกิจการ เราควรใช้วิจารณญาณในการบันทึกบัญชีให้มากที่สุด ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการคำนวณและจัดการเอกสารหลักฐานต่างๆให้ถูกต้องตามสมควรมากที่สุด

สุดท้าย (ของจริง) ถ้าหากท่านผู้อ่านมีข้อสงสัย ข้อแนะนำหรือข้อติชมใดๆ หรืออยากแนะนำให้เขียนเรื่องไหนเป็นพิเศษ ก็สามารถแวะมาพูดคุยได้ที่หน้า FanPage ของ บล็อกภาษีข้างถนน (@TAXBugnoms) ได้ตลอด 24 ชั่วโมงนะคร้าบ

error: เว็บไซต์ป้องกันการ copy