fbpx

เปิดบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนทั้งที อย่าลืมยื่นแบบแสดงรายการภาษีครึ่งปีด้วยนะ!!

โพสต์เมื่อ: 26 ส.ค. 2015

ป้ายกำกับ: ,


สวัสดีครับ นายหนอมหรือ @TAXBugnoms กลับมาอีกครั้งพร้อมกับบทความใหม่ประจำ บล็อกภาษีข้างถนน ที่ใครหลายคนถามหา (หรือเปล่าน้า?) ในตอนที่มีชื่อว่า เปิดบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนทั้งที อย่าลืมยื่นแบบแสดงรายการภาษีกลางปีด้วยนะเออ”  ซึ่งที่มาของบทความวันนี้นั้น มาจากประกาศเตือนภัยของกรมสรรพากรที่เพิ่งออกมาสดๆร้อนๆในหัวข้อ แจ้งใกล้สิ้นสุดเวลายื่นแบบฯ ภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) ตามหนังสือเลขที่ข่าว ปชส. 26/2558 ซึ่งสรุปใจความสำคัญได้ดังนี้ครับ

บริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2558 –  31 ธันวาคม 2558 มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) ภายในวันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม 2558 (สำหรับผู้ที่ยื่นแบบกระดาษที่สำนักงานสรรพากรสาขา) และวันที่ 8 กันยายน 2558 (สำหรับผู้ที่ยื่นแบบฯ ในระบบอินเทอร์เน็ต) โดยต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด และชำระภาษีให้ถูกต้องตามความเป็นจริงของสภาพธุรกิจ เพราะระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของกรมสรรพากรสามารถเชื่อมโยง และวิเคราะห์ข้อมูลการเสียภาษีของบริษัทต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง และเป็นปัจจุบัน …

เอาล่ะครับ.. เมื่อพี่สรรพากรออกข่าวมา ผมก็พบความจริงว่า มีคนหลังไมค์มาที่เพจ @TAXBugnoms เพื่อถามถึงเรื่องนี้กันมากมาย ดังนั้นบทความตอนนี้จึงขออนุญาตอธิบายขยายความเพื่อสร้างความกระจ่างชัดกันไปเลยดีกว่าคร้าบบ

ซึ่งเหตุผลที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนทั้งหลายต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีครึ่งปีนั้น ก็เพราะว่ามาตรา 67 ทวิแห่งประมวลรัษฎากรได้กำหนดหน้าที่ไว้ครับว่า ใครบ้างเป็นผู้ที่มีหน้าที่ยื่นแบบ ภ.ง.ด. 51 และต้องยื่นแบบไหน ภายในระยะเวลาเท่าไรบ้าง เรามาดูกันไปทีละข้อกันเลยดีกว่าครับ

1. ผู้ที่มีหน้าที่ยื่นแบบ ภ.ง.ด.51  คือ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก “ฐานกำไรสุทธิ” ซึ่งส่วนใหญ่จะหมายถึงบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนที่ได้จดทะเบียนในประเทศไทย (ตามมาตรา 66 แห่งประมวลรัษฏากร) และมีรอบบัญชีครบ 12 เดือนในปีภาษี ย่อมมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ครึ่งปีครับ

ดังนั้น ถ้าหากกิจการของเราเป็นรอบบัญชีแรกที่เพิ่งจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล หรือจดทะเบียนเลิกกิจการ ทำให้มีรอบบัญชีไม่ครบ 12 เดือน แบบนี้ก็ถือว่าเราไม่มีหน้าที่ต้องยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปีครับ

2. วิธีการคำนวณภาษีครึ่งปี เรามีทางเลือกในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปีอยู่ 2 วิธีครับ คือ วิธีประมาณการกำไรสุทธิ และ วิธีคำนวณจากกำไรสุทธิจริง

โดยปกติแล้วบริษัทฯและห้างหุ้นส่วนทั่วไปจะเลือกใช้วิธีแรกครับ แต่สามารถเปลี่ยนไปใช้วิธีคำนวณกำไรสุทธิจริงได้เช่นเดียวกันครับ แต่ต้องมีการจัดการตามเงื่อนไขต่างๆที่กรมสรรพากรกำหนด ไม่ว่าจะเป็นการจัดให้มีการสอบทานงบแสดงสถานะทางการเงินโดยผู้สอบบัญชี เมื่อครบกำหนดระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี รวมถึงขออนุมัติต่ออธิบดีกรมสรรพากร ซึ่งเรื่องนี้สามารถหาแนวทางเพิ่มเติมได้ที่ ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 128) ครับ

3. เคล็ดลับยื่นแบบ ภ.ง.ด. 51 ให้ถูกต้อง สำหรับเรื่องนี้แยกย่อยออกเป็นสองเรื่องครับ ได้แก่ ยื่นแบบให้ตรงตามเวลาไม่ล่าช้า และ ไม่ประมาณการกำไรสุทธิขาดเกินร้อยละ 25 เรามาเริ่มต้นจากเรื่องง่ายๆด้วยโทษของการยื่นแบบล่าช้ากันก่อนครับว่า ถ้าเรายื่นล่าช้าแล้วเนี่ย เราจะเจออะไรบ้าง!

51
ส่วนอีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องของการประมาณการกำไรสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีขาดไปเกินร้อยละ 25 ซึ่งมาตรา 67 ตรีแห่งประมวลรัษฏากรกำหนดไว้ว่า หากกิจการประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิโดยไม่มีเหตุอันสมควรแล้วล่ะก็ เราจะต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 ของจำนวนเงินภาษีที่ต้องชำระด้วยครับ

ตัวอย่างเช่น บริษัทได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.51) โดยประมาณการกำไรสุทธิทั้งปีไว้จำนวน 5,000,000 บาท และมีกึ่งหนึ่งของประมาณการกำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษีคือ 2,500,000 บาท  ซึ่งคำนวณภาษีเสียไว้ทั้งสิ้นจำนวน 500,000 บาท (อัตราภาษี 20%)

แต่ปรากฏว่าเมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี บริษัทมีกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้จำนวน 10,000,000 บาท จากกรณีดังกล่าวบริษัทแสดงประมาณการกำไรสุทธิทั้งปีตามแบบ ภ.ง.ด. 50 ต่ำกว่ากำไรสุทธิจริงที่ได้ยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 เมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีไปจำนวน 5,000,000 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 40 ซึ่งถือว่าบริษัทฯได้ประมาณการขาดไปเกินกว่าร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิตามแบบ ภ.ง.ด.50  มีผลให้ต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 แน่ๆ โดยวิธีการคำนวณเงินเพิ่มจะเป็นดังนี้ครับ

  1. กำไรสุทธิจริงตามแบบ ภ.ง.ด.50 = 10,000,000 บาท ดังนั้นกึ่งหนึ่งของกำไรสุทธิ = 5,000,000 บาท
  2. คำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลตามอัตราที่กฎหมายกำหนด (20%) คิดเป็น 1,000,000 บาท
  3. ดังนั้นภาษีที่ยื่นขาดไปจำนวน 500,000 บาท มีผลให้บริษัทต้องเสียเงินเพิ่ม 20 % ของภาษีที่ชำระขาดไป (500,000 x 20%) คือ = 100,000 บาทนั่นเองครับ

แต่อย่างไรก็ตาม กรมสรรพากรมีคำสั่งที่ ป. 50/2537  ให้ทางออกของคำว่า “เหตุอันสมควร” ไว้ว่า ถ้ากิจการสามารถเลือกที่จะประมาณการกำไรสุทธิและยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีครึ่งปีไว้ “ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง” ของภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีที่แล้ว กรณีนี้จะถือว่าเป็นกรณีที่มีเหตุอันสมควรทันทีครับ

ขอเน้นไว้นิดนึงสำหรับ ป.50/2537 นะครับว่า ตัวภาษีที่ใช้เปรียบเทียบตามแบบ ภ.ง.ด. 51 นั้น จะต้องเป็นภาษีที่คำนวณได้ก่อนหักภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย (ไม่ใช่ภาษีที่จ่ายชำระ) และภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ได้ยื่นแบบในรอบระยะเวลาบัญชีที่แล้ว ก็หมายถึง ภาษีเงินได้นิติบุคคลที่คำนวณได้ตามแบบ ภ.ง.ด.50 ก่อนหักภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย หรือเครดิตภาษี เช่นเดียวกันครับ

ตัวอย่างเช่น บริษัทแห่งหนึ่งได้ยื่นภาษีเงินได้สำหรับรอบบัญชีปี 2556 ไว้จำนวน 5,000,000 บาท ดังนั้นในปี 2557 บริษัทฯ ดังกล่าวต้องยื่นชำระภาษีครึ่งปีไว้ไม่ต่ำกว่า 2,500,000 บาท และถึงแม้จะตรวจสอบพบว่าการประมาณการกำไรสุทธิขาดเกินไปกว่าร้อยละ 25 ก็ยังถือว่าเป็นเหตุอันสมควรแล้วครับ

และทั้งหมดนี้คือเรื่องราวทั้งหมดที่คนมีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต้องรู้เกี่ยวกับเรื่องการยื่นแบบแสดงรายการภาษีกลางปี (ภ.ง.ด. 51) ครับ หากใครมีข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือเรืองภาษีอื่นๆ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่เพจ @TAXBugnoms เลยคร้าบ

สุดท้ายนี้ขอฝากข้อคิดไว้หนึ่งอย่างก่อนจากกันครับว่า การจัดตั้งบริษัทและห้างหุ้นส่วนของธุรกิจนั้นก็เหมือนการมีลูกหลานให้เราต้องดูแล และเรื่องภาษีก็เป็นอีกเรืองหนึ่งที่เราต้องใส่ใจเพื่อให้ลูกหลานของเราได้ไปต่อ ดังนั้นอย่าลืมให้ความสำคัญกับมันด้วยนะคร้าบบบ

error: เว็บไซต์ป้องกันการ copy