fbpx

เงื่อนไขใหม่ LTF, RMF และประกันแบบบำนาญกับคำว่า “เงินได้พึงประเมินที่ได้รับซึ่งต้องเสียภาษีเงินได้”

โพสต์เมื่อ: 17 ก.ย. 2015

ป้ายกำกับ: , , ,


ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้ มีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายเรื่อง ค่าลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่น่าสนใจหลายเรื่องครับ และหนึ่งในนั้นคือเรื่องของการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขบางอย่างของ กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF),  กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และประกันชีวิตแบบบำนาญ ที่เป็นค่าลดหย่อนเพื่อการออมเงินของพวกเราทุกคน โดยหลักใหญ่ใจความนั้นมีการเปลี่ยนแปลงจากคำว่า “เงินได้พึงประเมิน” เป็นคำว่า “เงินได้พึงประเมินที่ได้รับซึ่งต้องเสียภาษีเงินได้” ซึ่งรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นไปตามตารางด้านล่างนี้ครับ

แนะนำให้อ่านเพิ่มเติม : อย่าพลาด! การปรับปรุงเงื่อนไข LTF และ RMF ในปี 2558

LTF RMF ประกันแบบบำนาญ

ผลของการเปลี่ยนแปลงข้อกฎหมายดังกล่าว ทำให้มีคนสงสัยเป็นจำนวนมากครับว่า เอ๊ะ!! ตกลงพี่สรรพากรเค้าจะเปลี่ยนคำใหม่ไปทำไม และมีผลอะไรกับชีวิตของคนที่ต้องเสียภาษีเงินได้อย่างเราๆบ้าง วันนี้ฤกษ์ดี @TAXBugnoms ขอถือโอกาสตีความในสไตล์บล็อกภาษีข้างถนนให้ฟังครับว่า เค้าเปลี่ยนทำไม และ ทำไมเค้าต้องเปลี่ยน (ฮาาา)

นิยามชัดๆของคำว่าเงินได้พึงประเมิน

ก่อนอื่นเรามาดูนิยามของคำว่า เงินได้พึงประเมิน กันก่อนครับว่าคืออะไร โดยนิยามตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฏากรนั้น ได้ให้คำจำกัดความไว้ว่า “เงินได้พึงประเมิน” หมายความถึง เงินได้อันเข้าลักษณะพึงเสียภาษีในหมวดนี้ เงินได้ที่กล่าวนี้ให้หมายความรวมตลอดถึงทรัพย์สิน หรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับ ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน เงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ตามมาตรา 40 และเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิด้วย

อ่านจบก็ต้องตบกบาลตัวเองไป 3 ที ดังนั้นพรี่หนอมขอพูดภาษาคนให้ฟังกันละกันนะครับว่าเจ้าเงินได้พึงประเมินนั้นหมายถึงสิ่งของวิเศษ 5 อย่างดังต่อไปนี้ คือ

  • เงิน
  • ทรัพย์สินซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน
  • ประโยชน์ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน
  • เงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้
  • เครดิตภาษีตามที่กฎหมายกำหนด

 

โดยเงินได้พึงประเมินจะประกอบจากเงินได้สองส่วนด้วยกัน คือ เงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษี และ เงินได้พึงประเมินที่ได้รับยกเว้นภาษี ซึ่งโดยปกติแล้ว เราจะนำเฉพาะเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษีมาใช้คำนวณภาษีเงินได้ของเราครับ

เงินได้พึงประเมิน = เงินได้พึงประเมินทีต้องเสียภาษี + เงินได้พึงประเมินที่ได้รับยกเว้นภาษี

และวิธีดูว่าเงินได้พึงประเมินอันไหนที่จะต้องเสียภาษีนั้น เราจะพิจารณาว่าเงินได้พึงประเมินของเรานั้นได้รับสิทธิยกเว้นภาษีตามมาตรา 42 แห่งประมวลรัษฏากรร่วมกับกฎกระทรวงฉบับที่ 126 หรือเปล่า ถ้าเงินได้ของเราไม่ได้อยู่ในบทบัญญัติข้อนี้ ก็แปลว่า เงินได้ของเราคือเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษีนั่นเองครับ #จบข่าว

ทีนี้คำว่า “เงินได้พึงประเมินซึ่งได้รับที่ต้องเสียภาษีเงินได้” มันคืออะไรกันแน่ล่ะ! ตามความเข้าใจของผมนั้น มันคือการแปลความหมายตรงๆตัวว่าเป็น เงินได้พึงประเมินที่เราได้รับมาจริงในปีนั้นๆ (ซึ่งไม่ได้รับยกเว้นภาษี) และเป็นไปตามหลักการเกณฑ์เงินสด คือ เมื่อได้รับเงินได้ในปีไหนให้ถือเป็นเงินได้ของปีนั้น ซึ่งตรงจุดนี้ต้องขอย้ำอีกครั้งนะครับว่าเป็นเงินได้ก่อนหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน #จบข่าว2

ดังนั้นความหมายของการเปลี่ยนแปลงภาษาในครั้งนี้ มันน่าจะมาจากความต้องการที่จะทำให้กฎหมายชัดเจนว่า “เงินได้พึงประเมินซึงได้รับที่ต้องเสียภาษีเงินได้” คือ เงินที่เราได้รับจริงๆโดยที่ไม่รวมเงินได้พึงประเมินที่ได้รับยกเว้นภาษีที่ไม่ต้องนำมารวมคำนวณ และเงินได้พึงประเมินที่ได้รับยกเว้นบางรายการที่สามารถนำมารวมคำนวณเพื่อเป็นฐานในการซื้อกองทุน LTF, RMF หรือประกันแบบบำนาญได้เพิ่มขึ้น

แต่ในทางปฎิบัตินั้น หากเป็นการคำนวณภาษีโดยยื่นแบบแสดงรายการผ่านอินเตอร์เน็ต หรือคำนวณออนไลน์ผ่านเวปไซด์ ITAX.in.th จะพบว่า เมื่อเรากรอกเงินได้ของเราเรียบร้อยแล้ว ระบบการคำนวณจะบังคับอัตโนมัติไม่ให้กรอกรายการลดหย่อนเกินกว่า 15% ของเงินได้อยู่ดีครับ ซึ่งแปลว่าการแก้ไขกฎหมายนี้ ไม่มีผลอะไรกับชีวิตของเราเลย (ตึ่งโป๊ะ..)

ยกเว้นแต่ในกรณีที่เรามีรายได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีที่ต้องนำมากรอกเพื่อยื่นแบบแสดงรายการ อย่างเช่น กำไรจากการขาย LTF หรือ RMF ที่ครบกำหนด แบบนี้จะเป็นช่องทางที่ทำให้เราได้สิทธิลดหย่อนเพิ่มมาฟรีๆ ซึ่งกฎหมายใหม่ที่ออกมานั้นทำให้ไม่สามารถใช้เทคนิคการวางแผนภาษีนี้ได้อีกต่อไปแล้วครับ

แนะนำให้อ่านเพิ่มเติม : [บทความพิเศษ] LTF ขายแล้วไปไหน?

นอกจากนั้นยังมีผลกระทบสำหรับผู้ที่ยังกรอกแบบกระดาษเพื่อยื่นภาษีให้แก่ทางกรมสรรพากร ถึงจะสามารถกรอกในสัดส่วนที่เกินกว่ารายได้ที่เราใช้เป็นฐานในการคำนวณได้ (เนื่องจากเป็นการเขียนด้วยลายมือตัวเอง) ซึ่งอาจจะพูดเลี่ยงๆหล่อๆว่า นี่ไง คำว่าเงินได้พึงประเมิน หมายความรวมถึงที่ได้รับยกเว้นหรือเปล่าน้อ แต่ผมเชื่อว่าทางกรมสรรพากรตรวจสอบแล้วคงไม่ให้ผ่านอยู่ดีแหละครับ #อันนี้ก็จบข่าว

ถ้าให้พูดโดยสรุปสั้นๆ ง่ายๆ #ยาวไปไม่อ่าน ผมขอให้ความเห็นสั้นๆง่ายๆในสไตล์ของตัวเองอีกครั้งว่า ถ้าหากคุณเป็นคนที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามปกติ การเปลี่ยนแปลงของกฎหมายทั้งหมดนั้นย่อมไม่มีผลกระทบอะไรมากมายครับ เพราะมันเป็นเพียงการแก้ไขเพื่อตีความให้ชัดเจนและป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นจากความเข้าใจผิดของผู้มีเงินได้และเจ้าหน้าที่สรรพากรในการตีความ ซึ่งอีกมุมหนึ่งผมมองว่าเป็นแนวโน้มที่ดีที่เราทุกคนจะได้ใช้กฎหมายได้อย่างถูกต้องกันต่อไป

สุดท้ายนี้ ถ้าเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ เห็นว่าบทความนี้มีประโยชน์ อย่าลืมกด Like ติดตามเรื่องราวภาษีและการเงินดีๆ ได้ที่เพจ @TAXBugnoms หรือกดแชร์เพื่อส่งต่อบทความนี้ให้กับคนอื่นด้วยนะครับ ขอบคุณคร้าบบบ 

error: เว็บไซต์ป้องกันการ copy