fbpx

ว่าด้วยเรื่องของ การออม การวางแผนภาษี และ มนุษย์เงินเดือน – ตอนที่ 2 | เงินได้พึงประเมิน


กลับมาว่ากันต่อด้วยเรื่องของ การออม การวางแผนภาษี และ มนุษย์เงินเดือนในตอนที่ 2 กันครับ
วันนี้ขอนำเสนอในหัวข้อเรื่อง “เงินได้พึงประเมิน”

.
.

สำหรับตอนที่ 1 อ่านย้อนหลังได้ที่นี่ครับ

ว่าด้วยเรื่องของ การออม การวางแผนภาษี และ มนุษย์เงินเดือน – ตอนที่ 1
http://tax.bugnoms.com/tax/tax-saving-and-saving-plan-for-salaryman-1/

.
.

เมื่อเรารู้ตัวว่าเป็น มนุษย์เงินเดือน แล้ว สิ่งแรกที่สำคัญที่สุดก็คือ เราต้องรู้จักและเข้าใจตัวเองก่อนว่า รายได้ของเรานั้น เข้าข่ายเป็นรายได้ประเภทไหนในทางกฏหมายภาษีอากร และมีข้อกำหนดทางกฏหมายในการคำนวณภาษีเงินได้อย่างไรบ้าง เพื่อที่เราจะได้เข้าใจและวางแผนภาษีให้ถูกต้องยิ่งขึ้นครับ

โดยกฎหมายสำหรับภาษีเงินได้ของไทยนั้น มีชื่่อเรียกว่า “ประมวลรัษฎากร” ซึ่งเป็นกฎหมายที่ให้อำนาจแก่กรมสรรพากรในการจัดเก็บภาษีประเภทต่างๆ ซึ่ง ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ก็อยู่ในประมวลรัษฎากรฉบับนี้ครับ

.
.

อย่างที่เรารู้ๆกันดีครับว่า รายได้หลักของ “มนุษย์เงินเดือน” ก็ต้องเป็น “เงินเดือน” ซึ่งทางประมวลรัษฎากรได้จัดกลุ่มประเภทเงินได้ของเราไว้ให้เป็น “เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1)” ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ครับ

(1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่นายจ้างชำระหนี้ใดๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใดๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน

.
.

ถ้าเราสังเกตดีๆ จะเห็นว่า ประมวลรัษฎากรจะเรียกรายได้ของเราว่า “เงินได้พึงประเมิน” และ “เงินเดือน” ก็ถือเป็น “เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1)” แล้วคำว่าเงินได้พึงประเมินนี้มันคืออะไรกันแน่ล่ะ ทำไมต้องเรียกว่า “เงินได้” ทำไมถึงต้อง “พึงประเมิน” นั้น ผมว่าเราลองมาดูความหมายของคำนี้กันก่อนดีกว่าครับ

.
.

“เงินได้พึงประเมิน” หมายถึง เงินได้ของบุคคลใดๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม ของปีใดๆ หรือเงินได้ที่เกิดขึ้นในปีภาษี ได้แก่

1. เงิน
2. ทรัพย์สินซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงินที่ได้รับจริง
3. ประโยชน์ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน
4. เงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้
5. เครดิตภาษีตามที่กฎหมายกำหนด

เงินได้พึงประเมินที่ว่านี้ จะถือตามที่เราได้รับจริงตาม “เกณฑ์เงินสด” ครับ ซึ่งแปลว่า “ได้รับเงินได้ในปีภาษีไหน ให้ถือเป็นเงินได้ในปีภาษีนั้น”

ตัวอย่างเช่น นายป่าน ได้บรรจุเข้าเป็นพนักงานของบริษัทฯ ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2554 แต่บริษัทฯจ่ายเงินเดือนให้ในเดือนมกราคม 2555 ถ้าตามประมวลรัษฎากรแล้ว นายป่านจะต้องถือเป็นเงินได้ในปี 2555 ไม่ใช่ปี 2554 นะครับ

.
.

ทำไมประมวลรัษฎากรต้องกำหนดความหมายของคำว่า “เงินได้พึงประเมิน” ไว้ถึง 5 ข้อ ซึ่งเงินได้พึงประเมินนี้จะไม่ได้หมายความแค่ “เงิน” อย่างที่เราเข้าใจกันว่า “เงินเดือน” หมายถึง เงินสดที่ได้รับจากบริษัทหรือนายจ้างในแต่ละเดือน แต่ยังหมายความถึงอะไรไม่รู้อีกตั้ง 4 ข้อ

ในส่วนนี้ ผมก็เคยสงสัยครับ เลยตีความเอาเองว่า ถ้าหากเราเองเป็นรัฐที่ต้องการจะจัดเก็บภาษีจากเงินได้หรือรายได้ของประชาชน คุณคิดว่ารัฐควรจะกำหนดขอบเขตของเงินได้ของประชาชนไว้แบบกว้างหรือแคบดีล่ะครับ

:D

.
.

เมื่อเรารู้แล้วว่า ประมวลรัษฎากร ได้กำหนดคำจำกัดความของคำว่า “เงินได้พึงประเมิน” ตามมาตรา 39 ที่มีความหมายกว้างที่กว่าคำว่า “เงินเดือน” แล้ว เราต้องมาพิจารณาดูรายได้ของเราด้วยครับว่ามีส่วนไหนต้องมาพิจารณาเป็นเงินได้พึงประเมินหรือไม่ ดังนี้ครับ

1. เงิน หมายถึง เงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน เงินอื่นๆที่นายจ้างจ่ายให้จากหน้าที่งานที่ทำ โดยในส่วนที่จ่ายเป็น “เงินสด” ให้กับ “มนุษย์เงินเดือน” อย่างเราๆ ทุกเดือน หรือตามครั้งคราว ในปีไหน เราก็ต้องนำมาถือเป็นเงินได้ในปีภาษีนั้นทันทีครับ
ตัวอย่าง เงินเดือนที่ได้รับเข้าบัญชีธนาคารในแต่ละเดือน ^^

2. ทรัพย์สินซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงินที่ได้รับจริง เช่น กรณีได้รับรางวัลจากการประกวดชิงโชค หรือจับสลากต่างๆในบริษัทฯ ก็ต้องถือเป็นรายได้ของเราด้วยครับ
ตัวอย่าง บริษัทฯแจกสร้อยคอทองคำให้แก่พนักงาน มูลค่า 50,000 บาท ต้องถือเป็นเงินได้ของพนักงานจำนวน 50,000 บาทเช่นเดียวกันครับ

3. ประโยชน์ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน ผมตีความว่าเป็นสิทธิประโยชน์ต่างๆที่ได้รับจากนายจ้าง เช่น การได้อยู่บ้านของนายจ้างโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย , เงินที่นายจ้างชำระหนี้ใดๆ แทนลูกจ้าง
ตัวอย่าง บริษัทฯมีหอพักให้เช่า ในอัตราค่าเช่าเดือนละ 5,000 บาทต่อเดือน แต่ให้พนักงานของบริษัทฯอยู่ฟรี ดังนั้น เงินค่าเช่าจำนวน 5,000 บาทที่พนักงานไม่ต้องเสียนั้น ต้องนำมาเป็นเงินได้ของพนักงานครับ

4. เงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้ อันนี้ชัดเจนมากครับ ภาษีอะไรก็ตามที่บริษัทฯออกให้ก็ต้องถือเป็นเงินได้ของพนักงานครับ
ตัวอย่าง บริษัทฯออกภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้กับพนักงาน ก็ต้องถือเป็นเงินได้ของพนักงานด้วยครับ

5. เครดิตภาษีตามที่กฎหมายกำหนด สำหรับในส่วนนี้ ผมตีความว่าหมายถึงเรื่องของเครดิตภาษีเงินปันผล และเท่าที่ตรวจสอบดู ยังไม่พบเจออะไรที่น่าจะเกี่ยวข้องกับมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ นอกเสียจากว่าจะมีรายได้จากเงินปันผลที่ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งก็สามารถอ่านจากบทความเก่าๆที่ผมเขียนไว้ได้ครับ

รายได้จากการลงทุนในหุ้นต้องเสียภาษีหรือไม่ – เงินปันผล (Dividend)
http://tax.bugnoms.com/tax/dividend-from-investment-should-pay-tax/

.
.

เมื่อเราเข้าใจคำว่าเงินได้พึงประเมินแล้ว ทำให้เรารู้คำตอบอีกอย่างว่า ทำไมในสลิปเงินเดือนถึงมีเงินได้มากกว่าที่เราได้รับจริง ก็เพราะ “ประโยชน์ส่วนเพิ่ม” ที่เราได้รับจากนายจ้างหรือบริษัทฯ ต้องถือเอามาเป็นเงินได้ในการคำนวณภาษีของเราทั้งหมดนั่นเองครับ …

.
.

ทีนี้พอมีข้อกฎหมายที่พูดถึงรายได้ของเราไปแล้ว ก็ย่อมต้องมีข้อกฎหมายที่พูดถึงรายจ่ายกันบ้าง เริ่มที่ตัวแรกเลยก็คือ “ค่าใช้จ่าย” ซึ่งตัวค่าใช้จ่ายนี่แหละครับ ที่ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่น่าเจ็บปวดที่สุดของ “มนุษย์เงินเดือน” ซึ่งก็คือ ประมวลรัษฎากรได้กำหนดให้มนุษย์เงินเดือนอย่างเราสามารถหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาสำหรับเงินได้ประเภทนี้ในอัตราร้อยละ 40 แต่ไม่เกิน 60,000 บาท (อ้างอิงตามมาตรา 42 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร) ซึ่งหมายความว่า

เงินเดือน 10,000 บาท = ปีละ 120,000 บาท หักค่าใช้จ่ายได้ 48,000 บาท = เงินได้สุทธิ 72,000 บาท
เงินเดือน 12,500 บาท = ปีละ 150,000 บาท หักค่าใช้จ่ายได้ 60,000 บาท = เงินได้สุทธิ 90,000 บาท
เงินเดือน 15,000 บาท = ปีละ 180,000 บาท หักค่าใช้จ่ายได้ 60,000 บาท = เงินได้สุทธิ 120,000 บาท
เงินเดือน 20,000 บาท = ปีละ 240,000 บาท หักค่าใช้จ่ายได้ 60,000 บาท = เงินได้สุทธิ 180,000 บาท
เงินเดือน 40,000 บาท = ปีละ 480,000 บาท หักค่าใช้จ่ายได้ 60,000 บาท = เงินได้สุทธิ 420,000 บาท
เงินเดือน 80,000 บาท = ปีละ 960,000 บาท หักค่าใช้จ่ายได้ 60,000 บาท = เงินได้สุทธิ 900,000 บาท

ซึ่งจากตัวอย่างข้างต้นนี้ แปลให้ชัดๆเลยว่า ไม่ว่าคุณจะมีเงินได้มากเท่าไรก็ตาม คุณจะสามารถหักค่าใช้จ่ายได้สูงสุดแค่เดือนละ 5,000 บาทเท่านั้น!!!

แหม… ทีตอนจะคิดเงินได้จากเราละก็ คิดเอาเสียเยอะแยะ อะไรก็ตามต้องเอามาเป็นเงินได้ทั้งหมด ส่วนตอนให้หักค่าใช้จ่าย ให้หักได้แค่นิดเดียว …

พอรู้แบบนี้แล้ว รู้สึกเจ็บใจกันบ้างไหมครับ ^^
ถ้าเจ็บใจแล้วล่ะก็ รบกวน Like หรือ Share บทความนี้ด้วยนะครับ
เพราะ ยิ่งจำนวน Like หรือ Share มากขึ้นเท่าไร ผมก็จะได้รู้ว่าเพื่อนๆเจ็บใจกันมากแค่ไหนไงคร้าบ

:D

.
.

ต่อไปตอนหน้า ผมจะมาแนะนำพระเอกตัวจริงในการคำนวณภาษีเงินได้ให้เพื่อนๆ รู้จักกันครับ ….

error: เว็บไซต์ป้องกันการ copy