fbpx

กำไรเท่านี้ จดบริษัทเลยดีไหม?

โพสต์เมื่อ: 11 มิ.ย. 2019

ป้ายกำกับ: , ,


“พี่หนอมครับ.. ถ้าผมมีกำไรเท่านี้ ผมควรที่จะจดบริษัทเลยไหม”
“พี่หนอมคะ หนูขายของออนไลน์มา 3 ปี ตอนนี้กำไรเยอะแล้ว จดบริษัทได้เลยไหมคะ?”

คำถามแนวนี้เป็นคำถามที่พรี่หนอมได้รับตั้งแต่เปิดเพจ TAXBugnoms ใหม่ๆ จนมาถึงทุกวันนี้ แม้ว่าจะเขียนบทความไปหลายครั้ง เช่น …. และ … แต่ก็ยังมีคำถามเพิ่มเติมมาอย่างต่อเนื่องครับ อย่างประเด็นล่าสุดที่ได้โพสลงไปในแฟนเพจกับคำถามที่ว่า “กำไรเท่านี้ จดบริษัทเพื่อประหยัดภาษีดีไหม”

 

 

บทความนี้จะมาอธิบายเพิ่มเติมจากโพสข้างต้นนี่แหละครับ โดยปกติเราจะเริ่มต้นจากการเปรียบเทียบจำนวนภาษีที่ต้องเสียในรูปแบบธุรกิจที่แตกต่างกันระหว่างบุคคลธรรมดา กับ นิติบุคคล เพื่อให้เห็นจำนวนภาษีที่ประหยัดได้ก่อนใช่ไหมครับ

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราบอกว่าธุรกิจมีกำไร 2 ล้านบาท ถ้าลองเปรียบเทียบในมุมที่แตกต่างกัน 3 รูปแบบธุรกิจ คือ บุคคลธรรมดา นิติบุคคล (SMEs) และ นิติบุคคล (ทั่วไป) เราจะเห็นความแตกต่างโดยสรุปออกมาเป็นดังนี้ครับ

หมายเหตุ : บุคคลธรรมดา มีการหักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาทก่อนการคำนวณภาษี ตามหลักการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (รายได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) ส่วนนิติบุคคลนั้น กรณี SMEs จะได้สิทธิยกเว้นภาษีสำหรับกำไรส่วนที่ไม่เกิน 300,000 บาท และเสียในอัตรา 15% สำหรับส่วนที่เกิน 300,000 บาทแต่ไม่เกิน 3,000,000 บาท

จากข้อมูลข้างต้น หลายคนน่าจะมองว่าการเป็นบุคคลธรรมดาช่วยตอบโจทย์ดีที่สุดเรื่องภาษีสำหรับกรณีกำไร 2 ล้านบาทใช่ไหมครับ แต่ว่าจริงๆแล้วภาพนี้อาจจะไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดสำหรับเรื่องภาษี และด้านอื่นๆครับ ส่วนเหตุผลจะเป็นเพราะอะไรนั้น เรามาดูกันเลยดีกว่าครับผม

กรณีบุคคลธรรมดา
ปัญหาของการหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน

กรณีของบุคคลธรรมดานั้น มีข้อเท็จจริงที่ยังไม่ทราบ และมีผลต่อการตัดสินใจในการเลือกรูปแบบและคำนวณภาษี อีก 2 ประเด็น ดังนี้ครับ

1) โดยปกติแล้วธุรกิจนี้สามารถใช้วิธีคำนวณภาษีจาก “ค่าใช้จ่ายจริง” ได้หรือไม่ หรือว่าปกติใช้วิธีคำนวณภาษีจาก “ค่าใช้จ่ายเหมา 60%” ซึ่งถ้าหากเป็นแบบนั้น กำไรที่แท้จริงของธุรกิจที่ว่าจะไม่มีผลกับการคำนวณภาษี เพราะสุดท้ายแล้วเราคำนวณจากการหักค่าใช้จ่ายเหมา

หรือต่อให้สามารถใช้ค่าใช้จ่ายจริงในการคำนวณภาษีได้ก็ตาม คำถามต่อมาคือ มีหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันว่าเป็นรายจ่ายจริง และมีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจหรือไม่ ซึ่งถ้าหากคำตอบคือไม่ใช่ กำไรที่แจ้งมาก็เป็นเพียงตัวเลขทางบัญชี แต่ไม่ได้มีผลกับการคำนวณภาษีเช่นเดียวกันครับ

2) ตัวบุคคลธรรมดาเอง มี “ค่าลดหย่อน” อะไรบ้าง ที่ทำให้สามารถใช้สิทธิได้มากกว่า ค่าลดหย่อนส่วนตัว เพื่อที่จะช่วยลดภาษีที่คำนวณได้ลง เพราะถ้าหากมีค่าลดหย่อนมาก ภาษีก็จะเสียน้อยนั่นเอง

จะเห็นว่าพอพูดแบบนี้แล้ว ยอดภาษี 235,000 บาทที่คำนวณได้นั้น อาจจะไม่ใช่ยอดภาษีที่ธุรกิจจ่ายไปจริงๆ แต่เป็นตัวเลขที่สมมติจากการประมาณการแบบคร่าวๆ ซึ่งถ้าหากเรารู้จากข้อเท็จจริงว่า โดยปกติธุรกิจมีการจ่ายภาษีเท่าไรกันแน่ เราอาจจะไม่ต้องมาเปรียบเทียบให้เสียเวลาก็ได้ครับ

กรณีนิติบุคคล
ปัญหาเรื่องกำไรทางภาษี และ SMEs ตามกฎหมาย

กรณีที่เป็นนิติบุคคล SMEs ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดโดยกฎหมาย นั่นคือ ทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และ รายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท นิติบุคคลในกรณีนี้จะได้รับสิทธิเสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่า นิติบุคคลทั่วไปที่เสียภาษีในอัตรา 20% ของกำไรสุทธิตั้งแต่บาทแรก ดังนั้นจากข้อมูลกำไรในกรณีนี้ การคำนวณภาษีจะออกมาแตกต่างกันดังนี้ครับ

สำหรับกรณีนี้ ดูเผินเหมือนว่า SMEs จะดีกว่าใช่ไหมครับ แม้ว่าจะเสียภาษีมากกว่าบุคคลธรรมดาสักเล็กน้อย แต่ยังไงก็ดีกว่าธุรกิจที่เป็นนิติบุคคลทั่วไปที่ไม่เข้าข่ายได้รับสิทธิยกเว้นภาษีอยู่ดีนั่นแหละ

แต่เอาจริงๆ ก็ยังไม่ใช่อีกนั่นแหละครับ เพราะข้อเท็จจริงของเรื่องนี้ที่เรายังไม่รู้ ยังมีอีก 2 ประเด็นสำคัญครับ นั่นคือ

1) กำไร 2 ล้านบาทที่ว่านั้น ได้มีการปรับปรุงเป็นกำไรทางภาษีหรือยัง? เพราะรายจ่ายบางตัวที่นำมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายนั้น กฎหมายอาจจะไม่ได้ให้สิทธิใช้เป็นรายจ่ายทางภาษีได้ หรือมีรายได้ตัวไหนที่ยังไม่ได้ปรับปรุงเข้าไปหรือเปล่า ซึ่งตรงนี้จะมีผลทำให้กำไร 2 ล้านบาทนั้นกลายเป็นตัวเลขที่ไม่ถูกต้องไปซะงั้น

2) เรายังไม่รู้ว่าได้รับสิทธิประโยชน์ SMEs ไหม เพราะยังไม่รู้เลยว่าธุรกิจนี้มีรายได้เท่าไร และมีทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วเท่าไร? ซึ่งถ้าหากนิติบุคคลมีรายได้เกิน 30 ล้านบาท หรือ มีทุนเกินกว่า 5 ล้านบาทแล้วล่ะก็ ธุรกิจก็ไม่สามารถใช้สิทธิประโยชน์ทาง SMEs ในการลดอัตราภาษีได้เช่นกันครับ

จะเห็นว่ามาถึงตรงนี้ สิ่งที่เราต้องตระหนักจริงๆ คือ ข้อมูลที่เราใช้เปรียบเทียบกันเพื่อตัดสินใจนั้น มันยังไม่ครบถ้วน 100% จนทำให้สามารถเลือกได้อย่างปราศจากอคติ และประเด็นที่สำคัญที่สุด นั่นคือ ถ้ามองในเชิงการตัดสินใจ สิ่งที่ธุรกิจใช้ตัดสินใจในเชิงคุณภาพยังไม่มีเสียด้วยซ้ำ

ถ้าหากไม่เชื่อ ผมลองตั้งคำถามง่ายๆว่า สมมติเรารู้ว่าปีหน้ายอดขายจะเพิ่มเป็น 50 ล้านบาทและจะเติบโตกว่านี้ไปเรื่อยๆ เราควรทำอย่างไรกับธุรกิจนี้ดี จดบริษัททันทีหรือว่าจะเสียภาษีในฐานะบุคคลธรรมดาต่อไป

ถ้าคำตอบ คือ จดบริษัทสิรออะไรอยู่ นั่นคือการสะท้อนเลยว่า ข้อมูลทั้งหมดและบทวิเคราะห์ที่เราพูดมาล้วนไม่มีความหมาย เพราะสุดท้ายแล้วการตัดสินใจนั้นมันไปอยู่ที่มุมมองที่มีต่ออนาคตของบริษัท ไม่ใช่เรื่องภาษี จริงไหมล่ะครับ

ดังนั้นสิ่งที่สำคัญ ไม่ใช่การตัดสินใจจากภาษีที่คำนวณได้
แต่ควรใช้หลักการ 6 ข้อนี้ในการพิจารณา

หลังจากที่อธิบายแบบทำลายความหวังในการวางแผนภาษีไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สิ่งที่พรี่หนอมอยากฝากไว้ต่อจากนี้ คือ แนวคิดเพื่อการตัดสินใจเปลี่ยนจากรูปแบบของบุคคลธรรมดามาเป็นนิติบุคคล ที่รวบรวมมาจากประสบการณ์จริงทั้ง 6 ข้อ ดังนี้ครับ

1) รายได้ธุรกิจเราเยอะไหม? ยิ่งรายได้มาก (ตั้งแต่หลักล้านกลางๆไปจนถึงสิบล้านขึ้นไป) สิ่งที่ต้องนำมาพิจารณาคือ ยิ่งรายได้เยอะ ยิ่งควรจะจดบริษัทหรือเป็นนิติบุคคล เพราะมันมีผลกระทบทั้งในเรื่องการบริหารจัดการ ความน่าเชื่อถือ และจำเป็นที่เราจะต้องมีข้อมูลบัญชีที่ถูกต้องในการตัดสินใจ

2) ค่าใช้จ่ายทั้งหมดมีหลักฐานไหม? ถ้าการทำธุรกิจของเราไม่มีหลักฐานค่าใช้จ่ายต่างๆ เนื่องจากธุรกิจเราทำกับรายย่อย และเราอาจจะมองว่าไม่คิดจะเติบโตสร้างระบบมากกว่านีเพื่อให้มีเอกสารหลักฐาน แถมยังมองว่าการเป็นบุคคลธรรมดา เราสามารถเลือกหักค่าใช้จ่าย 60% แบบเหมาได้ด้วย แบบนี้จะเห็นว่าการเป็นบุคคลธรรมดาเหมือนเดิมอาจจะเป็นคำตอบที่ตามหาก็ได้

จะเห็นว่าข้อ 1 และ 2 ขัดแย้งกัน นั่นคือ ถ้าอยากเพิ่มรายได้ สิ่งที่ต้องทำได้คือการมีหลักฐานค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษี และไม่สามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ และถ้าอยากเติบโตจริงๆ นี่คือสิ่งที่ต้องทำสำหรับธุรกิจที่อยากจะเป็นนิติบุคคลอยู่แล้วครับ

3) อนาคตธุรกิจเติบโตแค่ไหน? ถ้ามั่นใจว่าเติบโตและยิ่งใหญ่ (รายได้หลักสิบล้าน ร้อยล้านมาแน่) แบบนี้ก็จดนิติบุคคลไปเลยก็ได้ เพราะยังไงก็ต้องจดอยู่ดีในสักวันหนึ่ง จดวันนี้เลยดีกว่าไม่เสียเวลา และข้อดีของการจดนิติบุคคลไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ จะทำให้เราเห็นภาพรวมตั้งแต่การเริ่มต้นจนเติบโต ซึ่งจะช่วยให้เราเข้าใจภาพรวมของภาษีธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น

4) มีหุ้นส่วนไหมหรือตั้งใจจะมีอยู่แล้ว? ถ้าสมมติว่ามีหุ้นส่วนที่ช่วยกันทำมา การทำธุรกิจในรูปแบบบุคคลธรรมดาน่าจะมีปัญหาเช่นเดียวกัน เพราะมันแบ่งสรรกันลำบาก กระจายรายได้ก็อาจจะโดนสรรพากรตรวจสอบได้ ถ้าจะเลือกเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญแบบบุคคลธรรมดา อาจจะมีปัญหาเรื่องแบ่งกำไรเสียภาษีซ้ำซ้อนด้วย ดังนั้นการเลือกเป็นนิติบุคคลน่าจะดีกว่าสำหรับกรณีนี้

5) พร้อมเข้าระบบอย่างถูกต้องไหม? ถ้าพร้อมเข้าระบบเสียภาษีอย่างถูกต้อง การเป็นนิติบุคคลนั้นมีประโยชน์มากกว่า จากนโยบายรัฐส่วนใหญ่ที่ให้การสนับสนุนในช่วงที่ผ่านมา เช่น นโยบายบัญชีเดียว หรือแม้แต่เรืองของการได้รับสิทธิหักค่าใช้จ่ายต่างๆที่เพิ่มขึ้น นอกจากนั้น ยังสามารถต่อยอดไปยังเรื่องการลงทุน ขอสินเชื่อต่างๆได้ง่ายกว่าบุคคลธรรมดาด้วย

6) เจ้าของธุรกิจเข้าใจหน้าที่และหลักการหรือยัง? ข้อสุดท้ายนี้เป็นสิ่งที่ย้ำว่า ถ้าเจ้าของธุรกิจเข้าใจหน้าที่ของตัวเองที่เกี่ยวข้องกับภาษีว่ามีอะไรบ้าง รูปแบบที่ต่างกันมีอะไรต้องจัดทำเพิ่มขึ้นบ้าง และหลักการต่างๆ ที่เราใช้พิจารณาเพื่อเลือกสถานะว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลดีกว่ากัน

เห็นไหมครับว่า … การทำความเข้าใจหน้าที่ของเราให้ดีและมีหลักการที่ถูกต้อง จะทำให้เราเลือกรูปแบบในการทำธุรกิจได้ดีกว่า ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ตาม

ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่สำคัญจริงๆ ไม่ใช่เรื่องของ “ภาษี” แต่มันคือการเข้าใจภาพรวมของธุรกิจ ชีวิตและ เป้าหมายของแต่ละคนที่มีมุมมองแตกต่างกันออกไป และเป็นที่แน่นอนว่า คำตอบทีดีที่สุดของแต่ละคนไม่เหมือนกัน มันอยู่ที่การตอบคำถามของเรานั่นแหละครับว่า เรารู้จักธุรกิจของตัวเองดีแค่ไหน

และพร้อมจะก้าวเดินไปกับมันอย่างแท้จริงหรือเปล่า?

error: เว็บไซต์ป้องกันการ copy