fbpx

บทความนี้คงเป็นบทความสุดท้ายเกี่ยวกับเรื่องการลงทุนใน LTF สำหรับมนุษย์เงินเดือนแล้วนะครับ ผมหวังว่าจะช่วยตอบคำถามที่หลายๆคน สงสัยเกี่ยวกับเรื่อง LTF ได้ไม่มากก็น้อยนะครับ :)

สำหรับคนที่ไม่เข้าใจว่า LTF คืออะไร ผมขอแนะนำให้ลองอ่านบทความที่เกี่ยวกับ LTF ก่อนหน้านี้ดูเพิ่มเติมครับ

การออม การวางแผนภาษี และ มนุษย์เงินเดือน – ตอนที่ 7 | รู้จักกับ LTF
http://tax.bugnoms.com/tax/tax-saving-and-saving-plan-for-salaryman-7/

การออม การวางแผนภาษี และ มนุษย์เงินเดือน – ตอนที่ 8 | รู้จักกับ LTF (ต่อ)
http://tax.bugnoms.com/tax/tax-saving-and-saving-plan-for-salaryman-8/

และสำหรับคนที่เพิ่งหลงเข้ามาที่ “บล็อกภาษีข้างถนน” แล้วเกิดอาการงงๆว่าไอ้บ้านี่กำลังพูดถึงเรื่องอะไรอยู่ ผมขอแนะนำให้กลับไปอ่านที่บทความเก่าๆดูก่อนนะครับ

ว่าด้วยเรื่องของ การออม การวางแผนภาษี และ มนุษย์เงินเดือน – ตอนที่ 1 – 6
http://tax.bugnoms.com/tax/tax-saving-and-saving-plan-for-salaryman-1/
http://tax.bugnoms.com/tax/tax-saving-and-saving-plan-for-salaryman-2/
http://tax.bugnoms.com/tax/tax-saving-and-saving-plan-for-salaryman-3/
http://tax.bugnoms.com/tax/tax-saving-and-saving-plan-for-salaryman-4/
http://tax.bugnoms.com/tax/tax-saving-and-saving-plan-for-salaryman-5/
http://tax.bugnoms.com/tax/tax-saving-and-saving-plan-for-salaryman-6/

ทีนี้เรากลับมาว่ากันต่อกับเรื่องของการลงทุนใน LTF เพราะมีหลายๆคนชอบถามผมว่า
“เราควรจะลงทุนใน LTF ตอนไหนดีถึงจะได้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด”

หรือไม่ก็จะเป็นคำถามจากเพื่อนๆประมาณว่า….
“นี่แกชั้นจะซื้อ LTF ตอนนี้ดีไหม”

.
.
.

เล่นถามกันมาแบบนี้ ผมก็คงต้องบอกไปตรงๆ ว่า
ผม (ตรู) ก็ไม่รู้เหมือนกันครับ…

ถ้ารู้แล้วละก็…
คงไม่ต้องมานั่งเขียนบล็อกหลังขดหลังแข็งแบบนี้หรอกคร้าบบ

:D

.
.

เอาแบบนี้ดีกว่าครับ…
ถึงแม้ผมจะบอกไม่ได้ว่าควรจะซื้อกองทุน LTF ตอนไหน แต่ผมจะเล่าวิธีการลงทุนของผมให้ฟังแทนละกันครับ
(ผมแอบหวังไว้ล่วงหน้าว่า วิธีของผมอาจจะช่วยให้เพื่อนๆนำไปปรับใช้กับวิธีลงทุนของตัวเองได้บ้างนะครับ ^^)

มาเริ่มที่ขั้นตอนแรกกันก่อนเลย ก็คือ เราต้อง ตั้งเป้าหมายในการลงทุน กันก่อนครับ
เพราะว่าแต่ละคนล้วนมีเป้าหมายในการลงทุนที่แตกต่างกันไปครับ …

บางคน อาจจะต้องการกำไรไม่ต่ำกว่า 20% ต่อปี
บางคน อาจจะต้องการกำไรให้มากกว่าดอกเบี้ยเงินฝากประจำ
บางคน ขอแค่ (ตรู) ได้ลดภาษีก็พอแล้ว..

.
.

ยกตัวอย่างของผมนะครับ
ผมตั้งเป้าหมายการลงทุนใน LTF ของผม เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนอยู่สองส่วนคือ

1. ใช้สิทธิประโยชน์ลดภาษีในอัตรา 10 – 20%
2. ได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนประมาณ 5% ต่อปี

ต่อมาขั้นตอนที่สอง ก็คือ การเสาะหา วิธีการที่จะไปให้ถึงเป้าหมาย นั่นเองครับ

สำหรับเรื่องสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษี เราสามารถใช้ได้ทันทีในปีที่เราซื้อกองทุน LTF นั่นเองครับ
(อันนี้ปล่อยผ่าน เพราะได้แน่ๆ 100% อิอิ)

ส่วนผลตอบแทนจากการลงทุนนั้น ผมได้ลองศึกษาข้อมูลและความรู้ เกี่ยวกับการลงทุน ทำให้ผมได้วิธีการลงทุนออกมาเป็น 2 วิธี ก็คือ การลงทุนให้ถูกเวลา และ การลงทุนแบบถัวเฉลี่ย (Dollar Cost Average : DCA)

วิธีแรกก็คือ ลงทุนให้ถูกเวลา แปลว่า เราจะต้องซื้อกองทุนรวม LTF ในช่วง “เวลา” ที่ “เหมาะสม” ซึ่งก็คือ เวลาที่กองทุนนั้นมีราคาหน่วยลงทุนต่ำ หรือถ้าเทียบเคียงจากดัชนีของตลาดหลักทรัพย์ (SET) ก็คือช่วงที่เราเรียกว่า “หุ้นตก

ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ย้อนหลัง 5 ปีที่ผ่านมา (Bloomberg.com)

เท่าที่ผมลองสังเกตดูจากข้อมูลในช่วงที่ผ่านมา รู้ไหมครับว่า คนส่วนใหญ่ชอบซื้อ LTF ช่วงเวลาไหนมากที่สุด?

คำตอบ ก็คือ ตอนช่วงปลายปี ยิ่งช่วงเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคมด้วยแล้วล่ะก็ เรียกได้ว่าซื้อกันกระหน่ำ เพราะคนส่วนมาก กลัวที่จะเสียสิทธิ ประโยชน์ในการลดภาษีของตัวเองไปจึงรีบซื้อกองทุน LTF เพื่อให้ได้สิทธิลดภาษีทันที แต่อาจจะลืมสนใจการเติบโตของมูลค่าหน่วยลงทุน…

ลองสังเกตดูจากส่วนที่ผมทำสัญลักษณ์สีแดงไว้สิครับ จะเห็นได้ว่าหลังจากซื้อมูลค่าหน่วยลงทุนในช่วงปลายปี ตลาดหุ้นส่วนใหญ่มักจะตกใน ช่วงเดือนมกราคม – กลางปี ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ถ้าหากเราเลือกซื้อกองทุน LTF ในช่วงปลายปี ก็คือ เราเลือกซื้อในช่วงที่มูลค่าหน่วยลงทุนที่สูงนั่นเองครับ

เพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจ ผมขอสรุปหลักการของวิธีที่ 1 ไว้ตามนี้นะครับ
1. เข้าซื้อกองทุน LTF ในช่วงที่หุ้นตก หมายถึง รอดูจังหวะที่หุ้นกำลังตกและราคาหน่วยลงทุนลดต่ำลง
2. เลือกที่จะซื้อในช่วงต้น – กลางปีจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าปลายปี

แต่ความเห็นส่วนตัวของผม คิดว่าวิธีนี้เป็นวิธีที่ยากมากสำหรับคนที่ไม่มีความเข้าใจเรื่องการลงทุน และค่อนข้างเสี่ยง เพราะว่าเราไม่รู้เลยว่าช่วงที่เราซื้อนั้น จะเป็นช่วงที่ดีที่สุดหรือไม่ เพราะการลงทุนย่อมมีความเสี่ยงจากปัจจัยต่างๆ ทำให้เราไม่สามารถรู้อนาคตที่แน่นอนได้

ดังนั้น ถ้ามีคนมาปรึกษาเรื่องการซื้อ LTF เพื่อลดภาษีแล้วล่ะก็ ผมชอบที่จะแนะนำวิธีที่สองให้แทนครับ ก็คือ การลงทุนเฉลี่ยตามวิธี Dollar Cost Averaging (DCA)

การลงทุนเฉลี่ยตามวิธี Dollar Cost Averaging (DCA) เป็น วิธีการลงทุนอย่างสม่ำเสมอเป็นงวดๆ โดยแบ่งเงินลงทุนออกเป็นจำนวนเท่าๆ กัน และลงทุนตามระยะเวลาที่กำหนดในแต่ละงวด เช่น ลงทุนทุกๆสัปดาห์ทุกๆเดือน เป็นต้น

ตัวอย่างเช่น
– ลงทุนในกองทุน LTF ครั้งละ 1,000 บาท ทุกวันที่ 1 ของเดือน
– ลงทุนในกองทุน LTF ครั้งละ 500 บาท ทุกๆวันจันทร์

ข้อดี ของการลงทุนในวิธีนี้ ก็คือ จะช่วยจำกัดการซื้อขายที่ผิดเวลาออกไป และเป็นตัวที่ช่วยสร้างวินัยในการลงทุนให้กับ มนุษย์เงินเดือน อย่างเราๆที่มีรายได้คงที่ และเป็นไปตามหลักการที่ผมเคยว่าไว้ ก็คือ รายได้ – เงินออม = ค่าใช้จ่าย (อ่านเพิ่มเติมได้ในบทความตอนที่ 5 ครับ)

คลิกที่รูปเพื่ออ่านบทความได้เลยครับ ^^

ผลพลอยได้อีกอย่างของการลงทุนแบบนี้ ก็คือ เป็นการช่วยลดความเสี่ยงให้กับผู้ที่ลงทุนอีกทางหนึ่ง เพราะตอนที่ราคาหน่วยลงทุนแพง เราจะซื้อได้น้อย แต่ ในตอนที่ตลาดไม่ดีราคาหน่วยลงทุนถูก เราก็จะซื้อได้จำนวนหน่วยลงทุนที่มากขึ้นด้วยเงินจำนวนเดียวกัน ถือเป็นการถัวเฉลี่ยต้นทุนการลงทุนให้ลดลงอีกทางหนึ่งครับ

แต่การซื้อแบบ DCA นี้ก็มีข้อเสีย คือ เมื่อเราได้กำไร อาจจะได้กำไรน้อยกว่า การเข้าซื้อในช่วงเวลาที่ถูกต้อง (วิธีที่ 1) ซึ่งก็เป็นไปตามหลักการที่ว่า คือ High Risk High Return นั่นเองครับ

ปัจจุบันนี้ ผมเองได้ใช้การผสมผสานการลงทุนทั้งสองแบบนี้เข้าด้วยกันครับ ถึงแม้ว่าผลตอบแทนที่ได้รับอาจจะไม่มากเท่าไร แต่ที่เราได้แน่ๆ คือ วินัยในการลงทุน การวางแผนภาษี และการออมเงินครับ ลองมาดูตัวอย่างการลงทุนของผมกันนะครับ

ผมเลือกลงทุนในกองทุน LTF ของบลจ.กสิกรไทย ที่ชื่อ “K20SLTF” ตั้งแต่ปี 2554 โดยใช้วิธีการซื้อถัวเฉลี่ยเดือนละ 3,000 บาท และเลือกซื้อเพิ่ม เติมในช่วงที่ตลาดหุ้นตกครับ รวมทั้งสิ้นที่ผมซื้อในปี 2554 ก็คือ 60,000บาท

ข้อมูลของกองทุนครับ ^^

กองทุน K20SLTF เป็นกองทุน ลงทุนระยะสั้นถึงระยะปานกลางในหุ้นสามัญของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จำนวนไม่เกิน 20 บริษัท โดยจะเน้นลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีปัจจัยพื้นฐานดี มีความมั่นคง และให้ผลตอบแทนที่เหมาะสมเมื่อเทียบกับระดับความเสี่ยง

ที่มา : Kasikornasset.Com

โดย ผลตอบแทนสำหรับปี 2554 ที่ผมได้รับก็คือ
1. ผลตอบแทนจากการลดภาษีในอัตรา 10% คือ 6,000 บาท
2. เงินปันผลจากการลงทุน จำนวน 668.73 บาท

ส่วนปี 2555 ผมได้เปลี่ยนแปลงการซื้อจากเดือนละ 3,000 บาทเป็นสัปดาห์ละ 2,000 บาทและซื้อในทุกวันศุกร์ของแต่ละสัปดาห์

ผลตอบแทนสำหรับปี 2555 ที่ผมได้รับก็คือ
1. เงินปันผลจากการลงทุน จำนวน 2,520.91 บาท

ส่วนผลตอบแทนที่ยังไม่ได้รับในตอนนี้ก็คือ
1. ผลตอบแทนจากการลดภาษีในอัตรา 10% ของปี 2555
2. กำไรจากการลงทุน ณ วันที่เขียนบทความนี้ประมาณ 6,500 บาท

เห็นไหมครับว่าผลตอบแทนโดยรวมก็ถือว่าค่อนข้างน่าสนใจ เนื่องจากผลตอบแทนที่ได้รับนั้นถือว่ามากกว่าอัตราที่ผมตั้งเป้าไว้ก็คือ 5% ต่อปี โดยไม่รวมผลตอบแทนจากการประหยัดภาษี

(ผมลองคิดคร่าวๆจากผลตอบแทนเงินปันผลรวมกัน และบวกด้วยกำไรจากผลต่างของหน่วยลงทุนครับ)

.
.

อย่างไรก็ตาม สำหรับการลงทุนที่มีความเสี่ยง เช่น กองทุน LTF  ผมก็อยากให้เพื่อนๆหันมาลงทุนใน “ความรู้” กันก่อนที่ลงทุนด้วยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นการหาหนังสือเกี่ยวกับการลงทุน, หนังสือเกี่ยวกับการบริหารจัดการเงิน หรือ หาอ่านจากข้อมูลตามเวปไซด์เกี่ยวกับการลงทุนต่างๆ เพราะจะช่วยเราเห็นภาพรวมและแผนการลงทุนได้ชัดเจนยิ่งขึ้นครับ

สำหรับเรื่องการลงทุนใน LTF นี้ ผมก็คงต้องจบลงไว้เท่านี้ก่อนนะครับ ในคราวหน้าก็จะมาพบกับตอนต่อไปของบทความ “การออม การวางแผนภาษี และ มนุษย์เงินเดือน” ซึ่งจะเป็นเรื่องของ “RMF” หรือ “กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ” ซึ่งก็เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่สามารถลดหย่อนภาษีได้ดีพอๆกับ LTF เลยล่ะครับ

.
.

สุดท้ายนี้ ถ้าเห็นว่าบทความนี้มีประโยชน์ ก็อย่าลืม Like กับ Share บทความนี้ให้ด้วยนะคร้าบบบ…

:D

error: เว็บไซต์ป้องกันการ copy