fbpx

กลับมาพบต่อกันกับบทความเรื่อง การออม การวางแผนภาษี และมนุษย์เงินเดือนในตอนที่ 13 โดยคราวนี้เราจะมาคุยกันต่อในเรื่อง “วิธีการออมเงินของมนุษย์เงินเดือน” ในอีกรูปแบบหนึ่ง ที่สามารถช่วย “วางแผนและประหยัดภาษี” ไปได้พร้อมๆกันในคราวเดียว

การออมเงินในรูปแบบนี้นั้น นอกจากจะได้สิทธิในการลดหย่อนภาษีแล้ว เรายังได้รับผลตอบแทนคล้ายๆกับการฝากเงิน พ่วงด้วยผลประโยชน์ในการคุ้มครองชีวิตอีกต่อหนึ่งด้วยครับ เรียกว่า จ่าย 1 ได้ถึง 3 เลยทีเดียว

ผมกำลังพูดถึงการออมที่เรียกว่า “ประกันชีวิต”ซึ่งอยู่ในกลุ่มของ “ค่าลดหย่อนที่เป็นการออมเงินระยะยาว” ที่ผมเคยพูดถึงไว้ในบทความตอนที่ 4 เรื่อง “รู้จักกับค่าลดหย่อน” ว่าค่าลดหย่อนตัวไหนบ้างที่จะช่วยให้เราประหยัดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ดีที่สุด อีกทั้งยังช่วยให้เราวางแผนอนาคตที่จะมีอิสรภาพทางการเงินได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

เพื่อให้ไม่เป็นการเสียเวลา เรามาเริ่มต้นกันเลยดีกว่าครับ :)

1. ประกันชีวิต คืออะไร

ประกันชีวิต คือ วิธีหนึ่งในการออมเงินสำรองไว้เพื่อรองรับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นกับเราในอนาคต โดยที่เราไม่รู้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นเมื่อใด โดยเรามีหน้าที่ต้องจ่ายเบี้ยประกันให้กับ บริษัทประกันชีวิต โดยบริษัทประกันชีวิตมีหน้าที่ต้องจ่ายผลตอบแทน เรียกว่า ทุนประกันชีวิต ให้แก่ผู้เอาประกันหรือผู้รับผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ เมื่อผู้เอาประกันเสียชีวิตหรืออยู่ครบตามสัญญาของกรมธรรม์

ซึ่งบริษัทที่รับประกันภัยให้เรานั้นจะมีการทำสัญญาชดเชยเมื่อมีการเสียชีวิต และอาจมีความคุ้มครองอื่น ๆ เพิ่มเติมได้อีก ไม่ว่าจะเป็น การประกันอุบัติเหตุและสูญเสียอวัยวะ , การประกันกรณีทุพพลภาพ , หรือ การประกันสุขภาพ ก็ตาม

2. ประกันชีวิตประเภทไหนบ้างที่จะช่วยให้เราประหยัดภาษี

ปัจจุบันนี้ การทำประกันชีวิตนั้นมีรูปแบบมากมายหลากหลายประเภท ขึ้นอยู่กับตามความต้องการผู้ที่ทำประกันเป็นหลักครับ แต่ถ้าเราต้องการสิทธิในการลดหย่อนภาษีด้วยล่ะก็ ผมแนะนำให้พิจารณาเงื่อนไขดังนี้ครับ

1. เป็นประกันชีวิตที่มีกำหนดระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป
2. ต้องเป็นกรมธรรม์ประกันชีวิตที่มีเงิน หรือผลประโยชน์ตอบแทนคืนไม่เกินร้อยละ 20 ของเบี้ยประกันชีวิตสะสม (ไม่รวมเงินปันผลตามกรมธรรม์หรือผลประโยชน์ตอบแทนที่จ่ายเมื่อสิ้นสุดการชำระเบี้ยประกันชีวิต หรือผลประโยชน์ตอบแทนที่จ่ายเมื่อสิ้นสุดอายุกรมธรรม์)
3. เบี้ยประกันชีวิตที่นำไปลดหย่อนภาษีเงินได้ ต้องเป็นเบี้ยประกันชีวิตของกรมธรรม์ประกันชีวิตหลักเท่านั้น โดยเบี้ยประกันชีวิตสำหรับสัญญาเพิ่มเติม
(เช่น อุบัติเหตุ/สุขภาพ เป็นต้น) ไม่สามารถนำไปใช้หักลดหย่อนได้
4. การประกันชีวิตนั้นได้เอาประกันไว้กับผู้รับประกันภัยที่ประกอบกิจการประกันชีวิตในราชอาณาจักร (ประเทศไทย)

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถศึกษาได้ตามลิงค์นี้ครับ

“ผู้มีเงินได้มีสิทธิหักลดหย่อนอะไรได้บ้าง?” (หัวข้อ 1.4)
http://www.rd.go.th/publish/557.0.html

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 172)
http://www.rd.go.th/publish/39758.0.html

โดยเบี้ยประกันชีวิตที่เราสามารถนำมาหักลดหย่อนได้นั้นจะมีจำนวนทั้งสิ้นไม่เกิน 100,000 บาท (ส่วนแรกหักลดหย่อนได้ 10,000 บาท ส่วนที่เกิน 10,000 บาท จะหักได้ไม่เกินเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่าย แต่ไม่เกิน 90,000 บาท)

นอกจากการทำประกันชีวิตแบบปกติที่ข้างต้นแล้ว ยังมีการทำประกันชีวิตอีกรูปแบบหนึ่งที่เรียกว่า “ประกันชีวิตแบบบำนาญ” มาเป็นทางเลือกเพิ่มเติมสำหรับคนที่ต้องการผลตอบแทนมาใช้เมื่อตนเองเกษียณอายุ หรือว่ายามแก่นั่นเองครับ (ฮาาา)

ซึ่งการทำประกันชีวิตแบบบำนาญนั้น คณะรัฐมนตรีได้มีมติตั้งแต่วันที่ 19 ตุลาคม 2553 อนุมัติให้ผู้มีเงินได้สามารถนำเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญมาเป็นส่วนลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ถึง 100,000 บาท และปรับเพิ่มเป็น 200,000 บาทตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554 โดยสามารถนำเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญมาเป็นส่วนลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 200,000 บาท แต่เมื่อรวมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ กบข. หรือกองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมาย และ RMF แล้ว ต้องไม่เกิน 500,000 บาท

ส่วนรูปแบบของการประกันชีวิตแบบบำนาญที่จะสามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมได้นั้น จะต้องเข้าเงื่อนไขตามหลักเกณฑ์ต่อไปนี้ครับ

1. ต้องเป็นกรมธรรม์ที่มีระยะเวลาเอาประกันภัย 10 ปีขึ้นไป
2. การจ่ายผลประโยชน์เงินบำนาญ จะจ่ายให้แก่ผู้เอาประกันภัย ตั้งแต่อายุ 55 ปี ขึ้นไป และจ่ายต่อเนื่องไปจนผู้เอาประกันภัยอายุเกิน 85 ปี
3. เป็นกรมธรรม์ที่ไม่มีการจ่ายผลประโยชน์อื่นใด ก่อนที่ผู้เอาประกันภัยจะได้รับผลประโยชน์เงินบำนาญที่อายุ ครบ 55 ปี ยกเว้นผลประโยชน์กรณีเสียชีวิต

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถศึกษาได้ตามลิงค์นี้ครับ

“ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 194)”
http://www.rd.go.th/publish/31338.0.html

3. วิธีคำนวณและตัวอย่างการใช้สิทธิลดหย่อนประกันชีวิตสำหรับประกันชีวิตทั้งสองแบบ

1) เริ่มต้นลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตปกติ 100,000 บาทแรก โดยส่วนแรกหักได้ 10,000 บาท ส่วนที่เกิน 10,000 บาท หักได้ไม่เกินเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่าย แต่ไม่เกิน 90,000 บาท

2) ลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ ซึ่งสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ในวงเงินไม่เกิน 15% ของรายได้พึงประเมินแต่ไม่เกิน 200,000 บาทและเมื่อรวมกับกองทุนรวม RMF และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว จะต้องไม่เกิน 500,000 บาท

ตัวอย่างที่ 1
นายเอม มีเงินได้ทั้งสิ้น 1,000,000 บาทต่อปี และได้ทำประกันชีวิตโดยจ่ายเบี้ยประกันจำนวน 150,000 บาทต่อปี และทำประกันชีวิตแบบบำนาญโดยจ่ายเบี้ยประกันจำนวน 200,000 บาทต่อปี รวมทั้งสิ้นเป็น 350,000 บาทต่อปี

นายเอมจะสามารถหักลดหย่อนภาษีได้ดังนี้
1. เงินจ่ายค่าเบี้่ยประกันชีวิตแบบปกติ หักได้ 100,000 บาท ซึ่งเป็นไปตามอัตราที่กฎหมายกำหนด
2. เงินจ่ายค่าเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญหักได้ 150,000 บาท

ดังนั้น จากตัวอย่างนี้ นายเอมจะลดหย่อนภาษีจากประกันชีวิตได้ทั้งหมด 250,000 บาท

ตัวอย่างที่ 2
นายเอม มีเงินได้ทั้งสิ้น 2,000,000 บาทต่อปี และได้ทำประกันชีวิตโดยจ่ายเบี้ยประกันจำนวน 150,000 บาทต่อปี และทำประกันชีวิตแบบบำนาญโดยจ่ายเบี้ยประกันจำนวน 200,000 บาทต่อปี รวมทั้งสิ้นเป็น 350,000 บาทต่อปี นอกจากนั้น นายเอมยังมีการลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจำนวน 100,000 บาท และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) อีก 100,000 บาท

นายเอมจะสามารถหักลดหย่อนภาษีได้ดังนี้
1. เงินจ่ายค่าเบี้่ยประกันชีวิตแบบปกติ หักได้ 100,000 บาท ซึ่งเป็นไปตามอัตราที่กฎหมายกำหนด
2. เงินจ่ายค่าเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญหักได้ 200,000 บาท (ไม่เกิน 15% ของเงินได้และไม่เกิน 200,000 บาท) โดยเมื่อรวมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกับกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพจำนวน 200,000 บาท เป็นทั้งสิ้น 400,000 บาท แล้วก็ยังไม่เกิน 500,000 บาทตามที่กฎหมายกำหนด

ดังนั้น จากตัวอย่างนี้ นายเอมจะลดหย่อนภาษีจากประกันชีวิตได้ทั้งหมด 300,000 บาท

4. เราควรทำประกันชีวิตหรือไม่

หลายๆคนอาจจะมองว่า การทำประกันชีวิตนั้นไม่ค่อยมีประโยชน์ เนื่องจากต้องส่งเบี้ยประกันเป็นเวลานาน ซึ่งถ้าส่งเงินไม่ครบก็อาจจะเสียสิทธิในการคุ้มครอง แถมอาจจะขาดทุนเงินต้นที่ส่งไปอีกด้วย

บางคนก็มองว่า ตัวเองยังไม่จำเป็นต้องทำประกันชีวิต เนื่องจากตอนนี้ยังไม่มีภาระมากเท่าไรนัก เช่น ยังไม่มีครอบครัว ไม่มีลูกหลานที่ต้องดูแล สู้เอาเงินที่จะต้องทำประกันชีวิตมาเก็บออมแบบอื่น หรือไว้ใช้ยามฉุกเฉินจะดีกว่าไหม

แต่ที่จริงแล้วการทำประกันชีวิตนั้น เราจะได้ประโยชน์จากความไม่แน่นอนในอนาคต และลดความเสี่ยงในการสูญเสียทรัพย์สินและรายได้ของเราที่อาจจะเกิดขึ้นตามมา เพราะเราไม่รู้ว่าในอนาคตจะเกิดเหตุการณ์อะไรกับเราบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ โรคร้ายต่างๆ หรือเหตุการณ์รุนแรงที่ทำให้เราเสียชีวิต

ดังนั้นการทำประกันชีวิตไว้ก่อนก็ถือเป็นทางเลือกที่ผมแนะนำอีกทางหนึ่งในการออมและประหยัดภาษีครับ แม้ว่าผลตอบแทนอาจจะไม่ดีมากนัก แต่ถ้าเกิดเหตุร้ายแรงที่ไม่คาดคิดขึ้นมาเมื่อไร ก็ถือว่าเรามีตัวช่วยป้องกันความเสี่ยงในอนาคตเอาไว้แล้วเช่นกันครับ

สำหรับผู้ที่ยังสงสัยในการทำประกันชีวิต ลองถามตัวเองก่อนนะครับว่า คุณอยากจะทำประกันเพราะอะไร ต้องการหลักประกันครอบครัว ต้องการวางแผนสำหรับเกษียณ หรือวางแผนทางการเงิน ฯลฯ แต่อย่าซื้อประกันชีวิตเพียงแค่ว่าเพราะมีคนแนะนำ หรือซื้อๆไปเพื่อตัดความรำคาญจากตัวแทนขายประกันที่เป็นคนรู้จัก แต่ให้คิดว่า ประกันชีวิตที่เราลงทุนจ่ายค่าเบี้ยประกันไปในแต่ละปีนั้น สามารถตอบสนองความต้องการของเราได้หรือไม่

.
.
.

สำหรับเรื่องของการออมเงินและการวางแผนประหยัดภาษีในส่วนของประกันชีวิตนั้น ก็จบลงเพียงเท่านี้ครับ ผมหวังว่า บทความในตอนนี้จะทำให้เพื่อนๆเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องการทำประกันชีวิตเพิ่มขึ้นไม่มากก็น้อยนะครับ

ในตอนต่อไป ผมจะสรุปเนื้อหาทั้งหมด ในการออมเงินและวางแผนเพื่อประหยัดภาษีของมนุษย์เงินเดือนให้ฟังกันอีกครั้ง เพื่อที่จะได้ทบทวนความเข้าใจในเรื่องของการวางแผนภาษีสำหรับมนุษย์เงินเดือนอีกครั้งหนึ่งครับ

ส่วนใครที่อ่านตาม “บล็อกภาษีข้างถนน” อย่างเดียวก็อย่าลืมเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆของทางบล็อกผ่านทางหน้า Facebook  ด้วยนะครับ รับรองว่ามีกิจกรรมดีๆให้ร่วมสนุกกันเยอะแยะเลยล่ะครับ ^^

สุดท้ายนี้ ถ้าหากเห็นว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์บ้างแล้วละก็ ผมรบกวน Like หรือ Share เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผมด้วยนะคร้าบบบ…

:D

error: เว็บไซต์ป้องกันการ copy