fbpx

มาวางแผนธุรกิจส่วนตัวกันนะเธอว์ ตอนที่ 9 | รู้จักวางแผนภาษี


หลังจากที่เรารู้จักกับ ภาษีทางตรง และ ภาษีทางอ้อม ไปแล้ว คราวนี้ก็กลับมาคุยต่อกันในตอนที่ 9 คร้าบบบบ เพราะตอนที่แล้วผมได้ทิ้งท้ายไว้ว่าจะมาเล่าเหตุการณ์เกี่ยวกับการทำธุรกิจแต่ว่าไม่มีการวางแผนภาษีให้ฟัง…

แต่ก่อนอื่นนั้น ผมขออนุญาตอธิบายถึงความหมายของคำว่า “วางแผนภาษี” ให้ฟังกันก่อนครับ เพราะว่ามีหลายๆ คนสับสนและเข้าใจผิดกันอยู่บ่อยๆครับ เรามาเริ่มต้นที่รูปนี้กันเลยดีกว่า

หนีภาษี เลี่ยงภาษี และวางแผนภาษี

เห็นไหมครับว่า หลายๆคนมักจะขอให้นักบัญชีช่วยแนะนำวิธีการ “หนี” ภาษี แบบไม่ผิดกฎหมายให้ แต่ความจริงแล้วเราจะเห็นว่ามีความขัดแย้งกันระหว่างคำว่า หนี กับ ไม่ผิดกฎหมาย นั่นเองครับ …

ซึ่งคำพูดหลักๆ ที่เรามักจะเลือกใช้ผิดนั้น ก็จะมีอยู่สามคำ ได้แก่ คำว่า “หนีภาษี การเลี่ยงภาษี และ วางแผนภาษี” ซึ่งความหมายของแต่ละคำนั้น มีดังนี้ครับ

1. การหนีภาษี (Tax Evasion) หมายถึง การ “ฝ่าฝืน” กฎหมายด้วยการ “ไม่จ่าย”ภาษีนั่นเองครับ แต่ก่อนอื่นเราต้องไม่ลืมนะครับว่ากฎหมายได้กำหนดให้ทุกๆคนมีหน้าที่ต้องเสียภาษีหรือยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ เช่น ผู้ที่เป็นโสด แต่มีเงินได้จากการจ้างแรงงานประเภทเงินเดือนหรือค่าจ้างที่ได้รับในปี (ตั้งแต่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม) เกินกว่า 50,000 บาทจะต้องยื่นแบบแสดงรายการ แม้ว่าจะมีภาษีชำระหรือไม่ก็ตาม

แต่บางคนก็เลือกที่จะไม่เสียภาษี หรือไม่ยื่นแบบแสดงรายการ ซึ่งก็ถือว่าเป็นความผิดตามกฎหมาย ดังนั้นก็ถือเป็นการ “หนีภาษี” อย่างแน่นอนครับ และเราจะสังเกตได้ว่าการหนีภาษีนี้ในรูปแบบนี้ เราไม่จำเป็นต้องใช้เทคนิคอะไรเลย คล้ายๆกับการหนีเจ้าหนี้ (ชักดาบ) คือ ทำตัวง่ายๆชิวๆ มีชีวิตสบายๆ เพียงแต่ไม่จ่ายภาษีเท่านั้น ไม่ว่าใครจะว่ายังไงก็ตาม ชั้นไม่จ่ายภาษีสักอย่าง ใครจะทำไม เชอะ!!

2. การเลี่ยงภาษี (Tax Avoidance) หมายถึง การหาช่องว่างทางกฎหมาย โดยเริ่มต้นจากวัตถุประสงค์ในการประหยัดภาษีเป็นอันดับแรก ส่วนความถูกต้องมาเป็นอันดับรอง ดังนั้นจึงประกอบด้วยการจัดทำธุรกรรมหลอกๆ เช่น การซื้อขายในราคาที่ต่ำหรือสูงกว่าราคาตลาดด้วยความจงใจ หรือ การจัดตั้งคณะบุคคลจำนวนมากเพื่อกระจายฐานภาษี โดยไม่คำนึงถึงวัตถุประสงค์จริงๆของการทำธุรกิจนั่นเองครับ

3. การวางแผนภาษี (Tax Planning) หมายถึง การเตรียมการ การบริหารจัดการภาระภาษีที่เกิดขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะดำเนินการอย่าง “ถูกต้อง” ซึ่งจะมองถึงความถูกต้องทางกฎหมายมาก่อน หลังจากนั้นจึงประเมินว่าจะประหยัดหรือลดภาระภาษีได้อย่างไรนั่นเอง

โดยการทำให้ถูกต้องตามกฎหมายนั่นก็คือการวางแผนภาษีในระดับนึงแล้ว เพราะว่าเป็นการประหยัดภาระภาษีที่เกิดขึ้นจากการทำผิดนั่นเอง  ยกตัวอย่างเช่น บุคคลธรรมดาที่เลือกซื้อกองทุน LTF หรือ RMF เพื่อลดภาระภาษี เป็นต้น

วางแผนภาษี

เมื่อเรารู้จักทั้ง 3 คำนี้แล้ว ผมขอแนะนำก่อนเลยครับว่า เมื่อคุณคิดที่จะเริ่มต้นทำธุรกิจแล้วล่ะก็ เราควรที่จะใส่ใจกับเรื่องการวางแผนภาษีก่อนเป็นอันดับแรก เพราะถ้าเราไม่รู้จักกับการวางแผนภาษีแล้วล่ะก็ สิ่งที่จะตามมาก็คือ คุณจะค่อยๆขาดความเข้าใจในเรื่องของภาษีไปเรื่อยๆ  และท้ายที่สุดก็จะกลายเป็นความรู้สึกที่ยุ่งยากไปเรื่อยๆ เมื่อวุ่นวายจนถึงที่สุดก็จะกลายเป็นว่า คุณก็จะเลือกวิธีการ “หนีภาษี” ไปเองแหละครับ

– ตัวอย่างของเรื่องเข้าใจผิดเกี่ยวกับการเสียภาษี –

เมื่อจบถึงเรื่องของความหมายที่แสนจะเคร่งเครียดไปแล้ว ทีนี้ลองมาฟังประสบการณ์ตรงจากเพื่อนๆ ของผม ที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องของการหนีภาษีเลยดีกว่าครับ

ตัวอย่างที่ 1 : จุดจบของผู้บริหารที่ไม่รู้จักกับภาษี

เรื่องแรกนี้เป็นเรื่องของเพื่อนสนิทของผมเองครับ สมมุติว่าชื่อป่านละกันครับ ไอ้เจ้าป่านนี่ก็เป็นคนทำธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ประเภทหอพักให้เช่า ทีนี้ป่านเค้าไม่ได้เรียนจบทางด้านบัญชีมาครับ เรียกว่าไม่มีความรู้เกี่ยวกับบัญชีเลย ยิ่งภาษีนี่ถือว่าแทบจะไม่รู้จักเลยด้วยซ้ำ แต่พอทำธุรกิจ ป่านก็เลือกทำในรูปแบบของบริษัทจำกัด (เพราะทนายแนะนำให้ทำ) ทีนี้ก็ต้องมีการทำบัญชีและยื่นภาษีใช่ไหมล่ะครับ

เมื่อมีเรื่องที่แสนจะวุ่นวายอย่างบัญชีกับภาษีแบบนี้ เจ้าป่านก็เลยตัดสินใจไปจ้างพนักงานบัญชีคนหนึ่งเป็นผู้หญิงหน้าตาน่ารักเลย ชื่อว่า “คุณกุ๊ก” โดยคุณกุ๊กก็จะมีหน้าที่คอยดูแลกิจการด้านบัญชีและภาษีให้ทุกๆเดือน พร้อมทั้งบอกป่านว่าเดือนนี้ต้องยื่นภาษีเท่าไร ต้องทำอะไรบ้าง เสียภาษีอะไรบ้าง ฯลฯ

เจ้าป่านก็จ่ายค่าภาษีต่างๆตามที่คุณกุ๊กบอก รวมถึงค่าทำบัญชีที่จ้างให้ดูแลอีกทุกๆเดือน ตกประมาณเดือนละหลายหมื่น ซึ่งคุณป่านเค้าก็ยินดีที่จะจ่าย เพราะมองว่า โอเค จ่ายแค่นี้พอไหว ภาษีก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรนี่นา แต่พอผ่านไปประมาณปีกว่าๆๆๆ เจ้าป่านก็เจอกับพี่”สรรพากร” เดินมาเคาะประตูถึงหน้าหอ ก็อกๆๆๆ ….

เจ้าป่านก็ตกกะใจ เข้าไปทักทายว่ามาทำไมคร้าบพี่สรรฯ ผมจ่ายภาษีให้ครบทุกเดือน ไม่เคยขาดเลยนะ แล้วจะมาเอาอะไรอีก นี่มันรังแกประชาชนชัดๆ (เจ้าป่านเริ่มมีน้ำโห)

ทางพี่สรรพากรก็ยิ้มๆ ตอบกลับไปเบาๆว่า คุณป่านครับ บริษัทของคุณไม่เคยยื่นภาษีเลยนะครับ และไม่มีรายการอะไรทั้งสิ้นเลยนะจ๊ะเธอว์ ชั้นถึงต้องมาหาถึงหอแกนี่ไง ….

เรื่องมาก็มาถึงจุดสรุปคือ เจ้าป่านถูกคุณกุ๊กหลอกครับ หลอกไปจนหมดตัว  (แต่ยังไม่หมดหวัใจ วิ่วววว) ก็คือ คุณกุ๊กเอาบัญชีเจ้าป่านไปแต่ไม่ได้ทำอะไรเลย ส่วนเจ้าป่านก็ไม่เคยเฉลียวใจว่า ที่ผ่านมาคุณกุ๊กก็ไม่เห็นเคยส่งเอกสารหลักฐานอะไรให้บ้างเลยนี่นา มีแต่รับเงินไปเฉยๆ เมื่อรู้ความจริงแล้วเจ้าป่านก็แทบจะล้มทั้งยืนเลยล่ะครับ

แต่ด้วยความที่เจ้าป่านไม่รู้ ก็ไม่ได้แปลว่า ความรับผิดชอบของกิจการในการเสียภาษีจะหมดไปนะครับ แต่กลับกัน มันทำให้เจ้าป่านต้องเสียภาษีย้อนหลังอีกเพียบบบ คำนวณตัวเลขปาเข้าไปร่วมๆเกือบครึ่งล้าน เรียกว่าซวยซ้ำ ซวยซ้อน นี่ขนาดยังไม่รวมที่เสียไปในทุกๆเดือนนะครับ และที่ซวยไปกว่านั้น ก็คือ ทุกวันนี้เจ้าป่านยังติดต่อคุณกุ๊กไม่ได้อีกเลยยยย

พอฟังเรื่องเจ้าป่านแล้วก็แสนจะเศร้าใช่ไหมล่ะครับ ทีนี้เรามาลองดูในตัวอย่างที่ 2 กันเลยดีกว่าครับ …

ตัวอย่างที่ 2 : เจ้าของกิจการไม่อยากเสียภาษี

ทีนี้มาดูเรื่องของทางฝั่งบัญชีกันบ้าง ที่ต้องเจอกับลูกค้าบางประเภทที่ไม่ต้องการจะเสียภาษี จะบังคับให้ทำบัญชีแบบหนีภาษีอย่างเดียวเลย อย่างเช่นตัวอย่างนี้ครับ

ลูกค้าของสำนักงานบัญชีท่านหนึ่ง ชื่อ คุณเก่า ทำธุรกิจเกี่ยวกับการนำเข้าสินค้าประเภทเครื่องจักรมาขายในประเทศ โดยคุณเก่านี้ก็จะมีนิสัยประมาณว่าประหยัดมากๆๆๆๆ  (ขี้งก) ไม่อยากจ่ายอะไรที่แพงไป และไม่ว่าจะทำอะไรก็เอาเข้าบริษัทฯมาเป็นค่าใช้จ่ายหมด เช่น

– ไปกินข้าวกับเพื่อน ก็ขอใบเสร็จค่าอาหารมาเบิกบริษัท
– ซื้อสินทรัพย์เข้าบ้าน ทีวี ตู้เย็น ก็มาลงเป็นของบริษัท
– สร้างรายจ่ายอื่นๆ ที่ไม่มีตัวตน เช่น สินค้าคงเหลือที่ไม่มีจริง ค่าใช้จ่ายของพนักงาน

ทีนี้ คุณเก่าก็สั่งให้ทางสำนักงานบัญชีนำรายการพวกนี้่มาลงบัญชีให้หมด โดยมีเงื่อนไขว่า ต้องทำให้แบบนี้นะ ถ้าไม่ทำชั้นก็ไม่จ่ายเงินเธอนะ ทางฝ่ายบัญชีก็ต้องงกๆเงิ่นๆยอมทำไปให้ (ทั้งที่รู้ว่ามันผิด แต่ก็ไม่สามารถจะโต้เถียงได้ ก็เป็นแค่บัญชีนี่นา)

เสร็จแล้วหนังม้วนเดิมก็มาฉายซ้ำๆอีกแล้ว….
ก็อกๆๆๆๆ…. สรรพากรแวะมาหาคุณเก่าที่ทำงาน คุณเก่าก็หลบหน้าแวบบบ แต่มอบอำนาจสั่งให้สำนักงานบัญชีไปจัดการทุกอย่างแทน ผลปรากฏว่ารายจ่ายที่คุณเก่าตั้งขึ้นมาหลอกๆพวกนี้ สรรพากรก็ตรวจสอบแล้ว พบว่าไม่เกี่ยวกับกิจการจึงไม่สามารถใช้ได้ในทางภาษี มีผลทำให้บริษัทของคุณเก่าต้องเสียภาษีเพิ่มเติม

พอบัญชีกลับไปแจ้งเรื่องกับทางคุณเก่า ก็โดนจัดหนักชุดใหญ่ ….
“ทำไมคุณไม่บอก หา ทำแบบนี้ผมเสียหายขนาดไหนดูสิ ต้องเสียภาษีเพิ่มอีกเยอะเลยทำไมทำแบบนี้ คุณทำบัญชีภาษาอะไร ลูกค้าต้องเสียภาษีเยอะขนาดนี้ เรียนจบบัญชีมาจริงหรือเปล่า ห๊ะ”

คนทำบัญชีก็ได้แต่อ้าปากหวอออออ และสุดท้ายคุณเก่าก็มาจบลงที่คำว่า … “ถ้าเป็นแบบนี้ ผมเลิกจ้างคุณดีกว่า”

เมื่อเจรจาเรียบร้อยกับทางสรรพากร สำนักงานบัญชีก็โบกมืออำลาคุณเก่าไป บอกว่าไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ (ประมาณว่าชั้นอดตายยังดีกว่าเสียศักดิ๋ศรีให้กับเงิน) และหลังจากนั้นคุณเก่าหาคนรับเคราะห์คนใหม่ แต่ก็มีปัญหาเรื่องภาษีเหมือนเดิม และคุณเก่าก็มาหาสำนักงานบัญชีเดิมๆ ขอร้องแกมบังคับว่า ให้กลับไปทำบัญชีให้หน่อย แต่งานนี้ ทางสำนักงานบัญชีก็แค่บอกว่า คงไม่ได้หรอกนะ เพราะว่าเดี๋ยวก็มีปัญหากันอีก ดิฉันเจ็บแล้วจำคือคน แต่ถ้าเจ็บแล้วทน คือ …

คราวนี้คุณเก่าก็เลยต้องอ้าปากหวอแทนบ้าง ….

.
.
.

ทั้งหมดนี้ก็เป็นเกร็ดเล็กๆน้อยๆ และเรื่องราวของเจ้าของกิจการที่ไม่คิดจะสนใจเรื่องของภาษี ซึ่งอาจจะมองว่าเป็นเรื่องที่วุ่นวายหรือว่าเรื่องที่ไกลต้ว แต่จริงๆแล้ว มันก็เหมือนกับคลืนใต้น้ำ ที่รอวันพี่สรร(พากร) จะมาพัดให้บริษัทฯกระจายหายไปนั่นเองครับ

หวังว่าเพื่อนๆคงจะได้ข้อคิดในการวางแผนภาษีบ้างไม่มากก็น้อยนะครับ และคราวหน้าเราจะมาต่อกันในเรื่องของทางด้านบัญชีกันบ้างครับ โดยผมจะพาไปรู้จักกับเรื่องของความรู้เกี่ยวกับบัญชีเบื้องต้น เพื่อที่เราจะได้รู้จักกับตัวเลขและความหมายต่างๆ ของตัวเลขบัญชีกันครับ

สำหรับวันนี้คงต้องลากันไปแค่นี้ ยังไงก็ฝาก Like & Share และติดตามตอนต่อๆไปด้วยนะคร้าบบบบ

:D

error: เว็บไซต์ป้องกันการ copy